บรรยายภาพประกอบ….คุณนาตาลี พหลโยธิน ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร WWF ประเทศไทย (ซ้าย) ร่วมเวทีกับผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญคนอื่น ๆ คุณ Vojtech Vegh ที่ปรึกษาด้านครัว Zero Waste ประจำ Winnow (กลาง) และ คุณ Eric Ricaurte ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Greenview (ขวา) Phuket Hotels for Islands Sustaining Tourism (PHIST) งานประชุมด้านความยั่งยืนและการท่องเที่ยวที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมกลับมาอีกครั้งในปีนี้เป็นครั้งที่ 8 ในวันที่ 1 กันยายน 2025 ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต พร้อมต้อนรับผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการ ผู้ประกอบการ นักคิด และผู้ขับเคลื่อนกว่า 1,300 คน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ งาน PHIST 2025 จัดขึ้นโดยสมาคมโรงแรมภูเก็ต (Phuket Hotels Association) ร่วมกับ C9 Hotelworks และ Greenview มุ่งเป็นเวทีแห่งการแบ่งปันความรู้ การร่วมกันหาแนวทางแก้ไข และการลงมือปฏิบัติจริง ในปีนี้ รูปแบบของงานได้ขยายออกไปด้วยกิจกรรมมากกว่า 25 เซสชัน พร้อมไฮไลต์พิเศษอย่างแฟชั่นโชว์รักษ์โลก โชว์เคสอาหารจากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร และรางวัล “Best Practice Video Award” เพื่อยกย่องผู้ประกอบการโรงแรมที่มีผลงานด้านความยั่งยืนโดดเด่น หนึ่งในเสียงสำคัญของเวที PHIST 2025 คือ คุณนาตาลี พหลโยธิน ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหารWWF ประเทศไทย ที่จะร่วมเสวนาในหัวข้อการอนุรักษ์ทะเล โดยเธอได้กล่าวถึงความสำคัญของเวทีนี้ว่า “PHIST ไม่ใช่แค่งานประชุม แต่คือแรงกระตุ้นสำคัญที่รวมคนที่กล้าท้าทายระบบเดิม ๆ เข้าด้วยกัน สำหรับระบบนิเวศที่เปราะบางอย่างหมู่เกาะของเรา ความร่วมมือแบบนี้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน” อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของงานในปีนี้คือ ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง โดยจะมีโซนพิเศษที่จัดแสดงอาหารจากฟาร์มท้องถิ่น พร้อมด้วยเชฟที่มาร่วมกันสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีการบรรยายโดย คุณ Vojtech Vegh ที่ปรึกษาด้านครัว Zero Waste ประจำ Winnow ภายใต้หัวข้อ “The Black Truffle Mindset” “อาหารเหลือถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ถูกมองข้ามในธุรกิจโรงแรม ทั้งที่จริงแล้วสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก” คุณ Vojtech กล่าว “ด้วยการใช้ครัวอัจฉริยะ ระบบวัดผลที่แม่นยำ และการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยเชฟ เราสามารถลดปริมาณขยะและต้นทุน พร้อมยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เน้นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง” คุณ Vojtech กล่าวเสริม นอกจากเวทีเสวนาและการบรรยายต่าง ๆ แล้ว PHIST 2025 ยังพร้อมถ่ายทอดแนวคิดด้านความยั่งยืนให้จับต้องได้จริง ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ชวนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปนำโดยนักศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในแวดวงการบริการได้แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมด้วยแฟชั่นโชว์จากนักออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิล สิ่งทอจากพืช และกระบวนการผลิตอย่างมีจริยธรรม ภายในงานยังมีนิทรรศการขนาดใหญ่ที่รวบรวมบูธกว่า 35 แห่ง นำเสนอโซลูชันด้านความยั่งยืนที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีประหยัดน้ำ ผลิตภัณฑ์ปลอดพลาสติก ระบบพลังงานอัจฉริยะ ไปจนถึงบริการที่ปรึกษาด้านบริการรับรองมาตรฐานสีเขียว (Green certification services) หัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในปีนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การท่องเที่ยวแบบฟื้นฟู (regenerative tourism) การประยุกต์ใช้ ESG ในกลุ่มอีเวนต์ MICE เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวคิดที่พักทางเลือก เช่น รีสอร์ตแบบพึ่งพาตนเองและแกลมปิ้ง(Glamping) โดยเป้าหมายหลักของงานคือการก้าวข้ามจากแนวคิดเชิงทฤษฎีไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ พร้อมเครื่องมือและกลยุทธ์ที่นำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมได้ คุณ Eric Ricaurte ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Greenview กลับมาร่วมงาน PHIST อีกครั้งในปีนี้…
Author: staff
นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบริหารองค์กร และนายอาเดรียนุส โยเซฟุส แวน เดน บรูค รองกรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ปรึกษาประจำประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. นำพนักงานจิตอาสาบริษัทฯ ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านฉาง และเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดระยอง จัดกิจกรรม “สร้างฝายชะลอน้ำ ประจำปี 2568” ณ ป่าชุมชนบ้านภูดรห้วยมะหาด อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดย GPSC ได้สร้างฝายชะลอน้ำแล้วกว่า 187 ฝาย บนพื้นที่ป่าชุมชนประมาณ 50 ไร่ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืน โดยฝายชะลอน้ำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และลดการพังทลายของดินอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ GPSC ยังได้ส่งเสริมการปลูกพืชอาหารและสมุนไพรจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน กระชายบ้าน ว่านม่วง หัวไพล หัวกระทือ และขิงแห้ง รอบพื้นที่ฝายชะลอน้ำ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหมุนเวียนได้ตลอดปี ส่งผลให้ประชาชนโดยรอบพื้นที่กว่า 250 ครัวเรือน ได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานดังกล่าว ทั้งนี้ GPSC ยังได้ร่วมมือกับ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของป่าชุมชนแห่งนี้ จากผลการสำรวจพบว่า พืชและสัตว์ชนิดเล็กในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศผืนป่าในภาพรวม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการดูดซับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในระดับชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์สู่ป่าชุมชนและการติดตามผลการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ นับเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของ GPSC ในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมกับภาครัฐและภาคชุมชนในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน
นายวรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) บริษัทร่วมในเครือของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เปิดเผยว่า ตามที่ XPCL เปิดขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาท (Green Debentures) ครั้งที่ 1/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาทแบบมีประกัน (Guaranteed Green Debentures) ครั้งที่ 2/2568 ประเภทไม่ด้อยสิทธิ และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เมื่อวันที่ 18, 21 และ 22 กรกฎาคม 2568 นั้น ประสบความสำเร็จอย่างสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของบริษัท ในมิติการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกัน นายวรพจน์ กล่าวว่า บริษัทขอขอบคุณนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ไว้วางใจและเชื่อมั่นในหุ้นกู้และการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัททำให้ได้รับความสนใจจนยอดจองเกินวงเงินเสนอขาย โดยจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ไปชำระคืนตราสารหนี้ที่ออกในปี 2565 ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2568 และเป็นการเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน สำหรับการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ มี 2 รุ่นประกอบด้วย หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาท ครั้งที่ 1/2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท (BBB+/Stable โดย TRIS Rating) ประกอบด้วย หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.85% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.00% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย…
ธนาคารกสิกรไทยผนึกกำลัง 33 องค์กรพันธมิตรในเครือข่ายธุรกิจเพื่อสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (ThaiCBN) เดินหน้าผลักดัน SME ไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน จัดทำข้อเสนอเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน Climate Ecosystem ในรูปแบบของ White Paper – Climate Ecosystem Collaboration มอบให้แก่ภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบนิเวศภูมิอากาศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างมีส่วนร่วม พร้อมเปิดตัว “E-Handbook for Greener SMEs” คู่มือที่รวบรวมความรู้ เครื่องมือ โครงการและมาตรการสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตร เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ในการปรับตัวและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (ThaiCBN) เปิดเผยว่า หากเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิโลกได้ ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงถึง 4.9-43.6% ของ GDP ภายในปี พ.ศ. 2591 ถึงแม้ไทยจะมีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2608 และประกาศแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้กรอบของความตกลงปารีส (Nationally Determined Contributions: NDC) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของประเทศ นอกจากนี้ผลสำรวจโอกาสและความท้าทายของธุรกิจ SME สู่เทรนด์ธุรกิจ ESG จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SME ไทยกว่า 65% มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ESG แต่เป็นความรู้ระดับพื้นฐาน และไม่มีความเข้าใจเชิงลึกเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ มีเพียง 4% เท่านั้นที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์การเปลี่ยนผ่านได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนทต้องเร่งผลักดันเพื่อไม่ให้ธุรกิจ SME เสียโอกาสในการทำธุรกิจทั้งบนเวทีระดับประเทศและระดับโลก ธนาคารกสิกรไทยและพันธมิตรจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการเงิน และภาควิชาการ รวม 33 องค์กร จึงได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจเพื่อสภาพภูมิอากาศแห่งประเทศไทย (Thailand Climate Business Network – ThaiCBN) เพื่อร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการพัฒนาแนวปฏิบัติด้าน Climate ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ไปจนถึงข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยล่าสุดเครือข่ายฯ ThaiCBN ได้จัดทำ E-Handbook for Greener…
บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด จัดกิจกรรม “ฟื้นน้ำ สร้างป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 73 พรรษา” ในวันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ป่าชุมชนบ้านแป้นเหนือ หมู่ 1 ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง โดยนายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง มอบหมายให้นายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหวัดลำปาง เป็นผู้แทน ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมในวันดังกล่าว โดยนายราเมศ เศรษฐิศักดิ์โก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมดังกล่าว ถึงการจัดให้มีกิจกรรมในวันนี้ เอสซีจี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างความร่วมมือกับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน ได้สร้างฝายชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทั่วประเทศไปแล้ว 127,618 ฝาย ภายใต้โครงการ “รักษ์ภูผามหานที” ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน สร้างความอุดมสมบูรณ์ คืนความสมดุลระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ควบคู่บริหารจัดการน้ำชุมชน ให้มีน้ำอุปโภค บริโภค และทำเกษตรตลอดปี ยกระดับคุณภาพชีวิต มีรายได้มั่นคง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เอสซีจีต่อยอดการบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการน้ำ เพื่อให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ฟื้นฟู สำรอง กักเก็บ และกระจายน้ำเข้าสู่ชุมชน สร้างแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขภัยแล้งมากกว่า 30 โครงการฯ เพิ่มปริมาณน้ำสำรองมากกว่า 700,000 ลบม. ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ทำให้ชุมชนมีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภค บริโภค และการเกษตรตลอดปี ชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ สามารถอยู่ในพื้นที่ตนเองได้ ไม่ต้องออกไปหางานในเมือง เกิดสังคมอบอุ่น ส่งต่ออาชีพให้กับลูกหลาน ความสำเร็จเกิดจากความสามัคคีของคนในชุมชน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน…
บริษัท PROS Concrete เดินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน ด้วยการได้รับการรับรอง “Carbon Footprint for Organization (CFO)” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการตรวจวัด และจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในทุกส่วนของธุรกิจ ทั้งสำนักงาน โรงงานผลิต และคลังสินค้า เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือความร่วมมือกับทีม “Net Zero Transformation” จาก SCG Building and Living Care Consulting (SCG BLC) นำทีมโดย ดร.ภานุพนธ์ ผาพันธ์ ซึ่งได้ทำงานเคียงข้างทีมงาน PROS Concrete เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานของ TGO จนประสบผลสำเร็จ
นายยาห์วายุ สดุดีปรีดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพิชาญพงศ์ วงศ์ศรีแก้ว ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท เดอะ เวย์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ร่วมแสดงความยินดีกับ นายพิศณุ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SVT เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ของการก่อตั้งบริษัท ณ ห้องประชุมบริษัทซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้
ท่ามกลางวิกฤตโลกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า และความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาคอาเซียนที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย และจำเป็นที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเป็นธรรมและยั่งยืน ขณะเดียวกันองค์กรธุรกิจในภูมิภาคก็ต้องปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกด้วยการนำแนวทาง ESG มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ดังนั้น เอสซีจี จึงจัดงาน ESG Symposium 2025 ภายใต้ธีม “Green Breakthrough amid the Perfect Storm – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2025 เวลา 11:00–17:00 น. ณ สำนักงานใหญ่ เอสซีจี บางซื่อ โดยเวทีนี้เป็นพื้นที่สำหรับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอาเซียน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ร่วมกันระดมสมอง และหาข้อเสนอในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ ESG Symposium สะท้อนความมุ่งมั่นของเอสซีจีในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอาเซียน โดยเริ่มต้นในปี 2010 ในชื่อ SD Symposium ภายหลังในปี 2022 ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมเรื่องธรรมาภิบาลและความเสมอภาคมากขึ้น สำหรับปีนี้มุ่งเน้นที่ความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงยุทธศาสตร์และการร่วมขับเคลื่อนของผู้นำในระดับโลกและภูมิภาค อาทิ Mr. David McLachlan-Karr – Regional Director, UN Development Coordination Office (DCO), Asia-Pacific หัวข้อ “Driving Just Transition in ASEAN: A Regional Perspective” Mr. Koji Sato – President and CEO, Toyota Motor Corporation หัวข้อ “Multi-Pathway Approaches to Net Zero: Blending Innovation with Social Responsibility” Dr. Sai Ravela…
บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS เดินหน้ารุกตลาดพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ ประกาศความพร้อมให้บริการโซลูชันระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านโมเดล Private Power Purchase Agreement (Private PPA) โดยร่วมลงทุนอุปกรณ์ ติดตั้ง และให้บริการดูแลบำรุงรักษาระบบฟรีตลอดอายุสัญญา 15 ปี เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจลดต้นทุน ค่าไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 30% ล่าสุดจับมือพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท ช้าง โซล่าเซลล์ เทคโนโลยี จำกัด เซ็นสัญญา Private PPA กับบริษัท เอ็มพลัสไทยสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ขยายโอกาสในตลาดพลังงานสะอาด ด้วยโมเดลธุรกิจ Private PPA นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการบริหารต้นทุนและยกระดับความยั่งยืนในระยะยาว” เอสไอเอส มองเห็นโอกาสจากนโยบายสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ของรัฐบาล รวมถึงแนวโน้มทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนจึงพัฒนาโมเดล “Private PPA” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเอง โดยเอสไอเอสจะรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในด้านอุปกรณ์และการติดตั้ง พร้อมให้บริการดูแลตลอดอายุสัญญา 15 ปี ขณะที่ผู้ใช้งานเพียงชำระค่าไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ “เราตั้งเป้าช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าไฟ 10-30% จากเดิม โดยไม่ต้องลงทุนใด ๆ เลย เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางขึ้นไปที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 100 – 500 กิโลวัตต์ หรือมีค่าไฟระหว่าง 50,000 – 500,000 บาทต่อเดือน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โกดังสินค้า และโรงพยาบาล” นายสมชัย กล่าว ใช้อุปกรณ์ชั้นนำ มาตรฐานระดับโลก โครงการนี้ เอสไอเอส ได้เลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพระดับสากลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตพลังงาน ประกอบด้วย: แผงโซลาร์เซลล์ LONGi ที่ใช้เทคโนโลยี TOPCon ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรในการผลิตพลังงาน อินเวอร์เตอร์ Huawei…
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านโครงการ “SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก” ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้คู่ค้าเข้าร่วมขอการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพันธมิตรทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net-Zero ภายในปี 2050 โครงการ SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก ที่บริษัทดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 4 จึงมีบทบาทช่วยให้ SME สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยเฉพาะบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการประเมินและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมต่าง ๆ จนถึงการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้ามีคู่ค้า SME 22 รายสามารถขอการรับรองเครื่องหมาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้ภายในปีนี้ “SMEx เป็นโครงการที่ไม่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ SME อย่างเดียว แต่ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถลงมือดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยมีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำมาร่วมให้คำปรึกษาเชิงลึก ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME สามารถจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรและขอขึ้นทะเบียนรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้สำเร็จ” นายพีรพงศ์กล่าว ผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วมโครงการ SMEx มีความรู้และสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดการสูญเสียและความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ รวมถึงนำผลประหยัดที่ได้มาลงทุนดำเนินโครงการด้านความยั่งยืน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการ SMEx เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “Partner to Grow – เติบโตเคียงข้างอย่างยั่งยืน” ที่ ซีพีเอฟ ริเริ่มและดำเนินการเพื่อยกระดับศักยภาพและความยั่งยืนของคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานและเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนมีขีดความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ในปีนี้ คู่ค้าผู้ประกอบการ SME จำนวน 22 ราย…
