นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “พรูเด็นเชียล ประเทศไทย” ร่วมแสดงความยินดีกับ นางสาวเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ และ นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าและการตลาด ในโอกาสที่ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Insurance Asia Awards 2025 ประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ รางวัล Digital Transformation Initiative of the Year และ รางวัล Wealth Initiative of the Year สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการดำเนินธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นเข็มทิศนำทาง รางวัล Digital Transformation Initiative of the Year สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์ม PRUServices ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลแบบรวมศูนย์ที่เชื่อมโยงช่องทางการให้บริการลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียว โดยได้รับการพัฒนาให้สามารถส่งมอบบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า อาทิ การเชื่อมต่อกับ LINE แอปพลิเคชันยอดนิยมในประเทศไทย การให้บริการแบบอัตโนมัติ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI และ OCR เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ด้านรางวัล Wealth Initiative of the Year ได้รับจากโครงการ “PRULegacy: Your Mark Lives On” ซึ่งเป็นการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth: HNW) ที่ไม่เพียงส่งต่อทรัพย์สิน แต่รวมถึงคุณค่าชีวิต และความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์สินที่ต้องการฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ทั้งสองรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นบทพิสูจน์ถึงความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือของทุกฝ่ายใน พรูเด็นเชียล ประเทศไทย…
Author: staff
SABINA เดินหน้าขยายฐานลูกค้าและเสริมพอร์ตสินค้าแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ผนึกความร่วมมือแบรนด์คาแรกเตอร์ไทยชื่อดัง “Butterbear” เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ Butterbear x Sabina : Glitchcore เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่น ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ไม่หยุดพัฒนาและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เผยกระแสตอบรับช่วงพรีเซลส์ 21-25 ก.ค.ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก พร้อมวางขายผ่านหน้าร้านและเคาน์เตอร์ซาบีน่า ตั้งแต่ 29 ก.ค. มั่นใจเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของแบรนด์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า คอลเลคชั่น Butterbear x Sabina : Glitchcore เป็นความร่วมมืออีกครั้งระหว่าง SABINA และ Butterbear เจ้าของแบรนด์คาแรกเตอร์สุดน่ารักที่โด่งดังภายใต้ชื่อ “น้องเนย” ซึ่งครั้งนี้มาในธีม “Glitchcore” โดยหยิบความโดดเด่นของศิลปะกราฟิกยุคดิจิทัลมาถ่ายทอดผ่านแฟชั่นแนวลำลอง (Casual Wear) ที่สะท้อนความหลากหลายและสไตล์เฉพาะตัวของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยสินค้าในคอลเลคชั่นนี้ ประกอบด้วย ชุดนอน เสื้อยืด ชุดกีฬา และหมวก ที่ออกแบบมาให้สวมใส่ง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบมิกซ์แอนด์แมตช์ในชีวิตประจำวัน พร้อมเพิ่มความสนุกกับแฟชั่นน้องเนยอย่างไร้ข้อจำกัด โดยคอลเลคชั่น Glitchcore มาพร้อมกับตัวเลือกด้วยขนาด (ไซส์) ที่หลากหลาย โดยสินค้าไฮไลต์อย่าง ชุดนอน เสื้อยืด และเสื้อกีฬา มีให้เลือกถึงไซส์ 3XL SABINA ได้เปิดให้จองสินค้าล่วงหน้าในรอบพรีเซลส์ระหว่างวันที่ 21–25 กรกฎาคม 2568 ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ก่อนจะวางจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ซาบีน่า ช็อป รวมถึงเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมรายการ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 890 บาท และเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในช่วงเปิดตัว ทาง SABINA ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อ ครบ 2,000 บาทต่อใบเสร็จ รับฟรี ถุงกระดาษและการ์ดสะสมลาย Glitchcore Edition ซึ่งออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่นนี้ “การจับมือกับ Butterbear อีกครั้งในคอลเลคชั่น Glitchcore ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จเดิม และสะท้อนแนวทางของ SABINA ในการสร้างแบรนด์ที่มีชีวิตชีวา เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง รวมถึงตอกย้ำความเป็นแบรนด์ไทยที่พร้อมจะเดินหน้าจับมือกับคาแรกเตอร์ไทย ขณะเดียวกัน เรายังมองว่า ตลาดแฟชั่นลำลองยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก และมั่นใจว่า คอลเลคชั่น Butterbear x Sabina : Glitchcore จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ SABINA ได้เป็นอย่างดีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้” นางสาวพิชชากล่าว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA กล่าวด้วยว่า SABINA คาดว่า คอลเลคชั่น Butterbear x Sabina : Glitchcore จะสามารถดึงดูดทั้งลูกค้ากลุ่มเดิม และขยายฐานสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ต้องการแฟชั่นที่มีความหมายมากกว่าแค่การสวมใส่ รวมทั้งจะเพิ่มยอดขายในหมวดสินค้าแฟชั่นที่ไม่ใช่ชุดชั้นใน ซึ่งเป็นเป้าหมายการเติบโตในเชิงกลยุทธ์ของ SABINA ในปี 2568 ได้เป็นอย่างดี
บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (COWAY) ผู้นำด้านเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศจากประเทศเกาหลีใต้ สานต่อเจตนารมณ์ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทย จัดตั้งบูธบริการพิเศษมอบน้ำดื่มสะอาด ของใช้จำเป็น และอาหาร ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางมาบริจาคโลหิต ตอกย้ำจุดยืนของโคเวย์ในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพ คุณภาพชีวิต และสังคมไทยในทุกมิติ กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และ นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมเป็นเกียรติในการส่งมอบ นอกจากบูธบริการ โคเวย์ยังได้ส่งมอบเครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงรุ่น Coway Giant จำนวน 3 เครื่อง ให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศภายในพื้นที่ให้บริการ ทั้งในส่วนที่รองรับผู้มาบริจาคโลหิตและพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย สนับสนุนภารกิจสำคัญของสภากาชาดไทยอย่างยั่งยืน นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โคเวย์มุ่งมั่นส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่เพียงผ่านการดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากหรือภายใต้ภาวะวิกฤติ การสนับสนุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจจริงของโคเวย์ในการยืนหยัดส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชน และร่วมพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตและเข้มแข็งต่อไป” กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินงานที่สำคัญภายใต้แนวคิด “Best Life Solution Company” ที่โคเวย์ยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อมุ่งหวังสร้างสังคมที่แข็งแรงทั้งในด้านสุขภาพร่างกาย ความคิด และจิตใจ ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนของไทยในการสนับสนุนระบบบริการสุขภาพของประเทศ โคเวย์ยังคงมีแผนการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม
เอไอเอ ประเทศไทย โดย นางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ รับรางวัลอันทรงเกียรติ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2025” ติดต่อกันเป็นปีที่ 14 โดยในปีนี้เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงได้รับรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ถึง 2 รางวัล ทั้งในสาขาประกันชีวิต และสาขาประกันสุขภาพ ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่มาจากผลสำรวจความนิยมของแบรนด์และสินค้ากลุ่มเฉพาะกว่า 6,500 ตัวอย่างทั่วประเทศ ถือเป็นความภาคภูมิใจ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ตลอดจนความไว้วางใจของคนไทยที่มีต่อแบรนด์เอไอเอ อีกทั้งยังตอกย้ำถึงความสำเร็จในฐานะบริษัทประกันชีวิตและสุขภาพอันดับ 1 ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการสนับสนุนคนไทยและผู้คนทั่วเอเชียแปซิฟิกกว่าพันล้านคนให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อให้สามารถดูแลคนไทยได้อย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ซึ่งพิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
จากแนวโน้มการเติบโตของผู้ประกอบการหญิงไทยที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอัตราการเริ่มต้นธุรกิจที่สูงกว่าผู้ชาย 1.1 เท่า และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง โดยร้อยละ 83 มั่นใจว่าธุรกิจจะเติบโตในอีก 5 ปีข้างหน้า ธนาคารยูโอบี ประเทศไทยจึงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผ่านโครงการ Womenpreneur: Sustainability and Innovation เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โครงการนี้ดำเนินการโดย UOB FinLab ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการและผู้บริหารระดับสูง (CEED) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการหญิงก้าวข้ามอุปสรรค ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การวางแผนธุรกิจ และการขาดเครือข่าย ผ่านการอบรมระยะเวลา 3 เดือน ผู้เข้าร่วมจาก 25 บริษัทได้ร่วมกันสรุปองค์ความรู้สำคัญออกมาเป็น 3 กุญแจสู่ความสำเร็จ ได้แก่: กรอบแนวคิด PAEI: เสริมศักยภาพองค์กรอย่างสมดุล แนวคิด PAEI ประกอบด้วย 4 บทบาทสำคัญในการบริหารองค์กร ได้แก่: Producer (P): มุ่งเน้นผลลัพธ์และประสิทธิภาพ Administrator (A): จัดการระบบและกระบวนการ Entrepreneur (E): สร้างสรรค์และวางกลยุทธ์ Integrator (I): สร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ในทีม ตัวอย่างบริษัทที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ พี.เจ.การ์เม้นท์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเสื้อผ้ายูนิฟอร์มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อขยายธุรกิจสู่ระดับพันล้าน และแอมเฮลท์ เอเชีย เจ้าของแบรนด์ PETCHPLOY ในแวดวงแฟชั่นและสุขภาพ พัฒนาโครงสร้างทีมเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของพนักงานและเตรียมขยายพอร์ตสินค้า New S-Curve: สร้างคลื่นการเติบโตใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องกล้าคิด กล้าทำ และเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น คิสออฟบิวตี้ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิว พลิกกลยุทธ์ธุรกิจด้วยแนวคิด New S-Curve ลงทุนด้าน R&D เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ anti-aging สำหรับตลาด mass พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย 35% Connection & Inspiration: เครือข่ายและแรงบันดาลใจ การเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการหญิงช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ และแรงผลักดันในการเติบโต เช่น 360…
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI เดินหน้าให้ความรู้ด้านการลงทุนร่วมบรรยายให้ความรู้ภายใต้โครงการ KGI Trading Challenge เส้นทางสู่การเรียนรู้การลงทุน ให้แก่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมี นายณัฐดนัย สรรเสริญ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย พร้อมเชิญชวนให้นักศึกษาร่วมแข่งขันโปรแกรมจำลองในสภาวะตลาดจริง เพื่อฝึกทักษะและเริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจ ด้วยโปรแกรม Streaming Click2Win การแข่งขันดังกล่าวจำลองสถานการณ์การซื้อ-ขายหุ้นด้วยเงินเริ่มต้นใน Portfolio จำนวน 5,000,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งกิจกรรมได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก
เมื่อเร็วๆ นี้ – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ “H2Uppp” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการในเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองและวิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง “ขยะ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในวิกฤติที่กระทบต่อ คุณภาพชีวิต และความสมดุลของระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง ขยะจำนวนมหาศาลยังคงถูกส่งไปฝังกลบในแต่ละวัน โดยมีเพียงส่วนน้อยที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธีและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างแท้จริง หากไม่เร่งแก้ไขตั้งแต่วันนี้ ปัญหานี้จะยิ่งสะสมและยากต่อการเยียวยาในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและชุมชนทั่วประเทศ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน คู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth : Zero Waste รักโลกต้องเริ่มเลย” โดยมุ่งพัฒนา “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีประสิทธิภาพในการ ลด-แยก-จัดการขยะ และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า พร้อมประกาศความเป็นผู้นำองค์กรค้าปลีกที่มีระบบจัดการขยะครบวงจร ผลักดันภาคธุรกิจเข้าสู่แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดย “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” เริ่มต้นนำร่องที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นแห่งแรก โดยมุ่งเน้นการลดตั้งแต่ต้นทาง การสร้างศูนย์คัดแยกขยะระดับมาตรฐานสากล และร่วมมือกับหน่วยงานที่รับจัดการขยะ เพื่อนำขยะไปจัดการอย่างถูกวิธีเพื่อลดการสร้างขยะสู่หลุมฝังกลบ ในเฟสแรกนี้ มีร้านค้าภายในศูนย์เข้าร่วมแล้วมากกว่า 200 ร้านค้า ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ อาทิ แฟชั่น อาหาร และเครื่องดื่ม ที่ให้ความร่วมมือ โดยกลุ่มเซ็นทรัลจะมีการมอบ ตราสัญลักษณ์ “Love the Earth: Zero Waste” เพื่อเชิดชูร้านค้าที่ร่วมปฏิบัติตามแนวทางของโครงการอย่างจริงจัง และในเฟสถัดไป กลุ่มเซ็นทรัลจะขยายผลโครงการสู่ ศูนย์การค้าทั่วประเทศ โดยในปี 2024 กลุ่มเซ็นทรัล สามารถลดการสร้างขยะสู่หลุ่มฝังกลบได้ถึง 43,600 ตัน และยังให้ความรู้และขยายโมเดลส่งเสริมการคัดแยกขยะไปสู่ 190 ชุมชนที่อยู่ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการ ลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 30% ภายในปี 2573 และเดินหน้าสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2593 เพราะความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของทุกคนในสังคม กลุ่มเซ็นทรัลจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น…
SCGP แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2568 ทำรายได้จากการขาย 31,557 ล้านบาท EBITDA 4,257 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 1,010 ล้านบาท จากกลยุทธ์มุ่งขายในประเทศอาเซียน รับแรงหนุนจากการใช้บรรจุภัณฑ์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การบริหารต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มประสิทธิภาพจัดการต้นทุน ยกระดับความยั่งยืน เดินแผนรับเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง รุกธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เสริมแกร่งโซลูชันบรรจุภัณฑ์ เพื่อมอบประสบการณ์และคุณค่าแก่ลูกค้า รับดีมานด์ในภูมิภาค ที่เติบโตต่อเนื่อง เผยกลยุทธ์เชิงรุก “ห่วงโซ่การผลิตที่ยืดหยุ่น” รับมือนโยบายภาษี และเร่งปรับเร็วผ่านทีมบริหาร ระดับภูมิภาค (Regional Management) ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล อัตรา 0.25 บาท/หุ้น นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ภูมิภาคอาเซียนในไตรมาส 2 ปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระดับสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงการเร่งส่งออกสินค้า ของประเทศต่าง ๆ ไปยังสหรัฐอเมริกา ก่อนถึงกำหนดการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค และในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตต่อเนื่อง SCGP ได้วางกลยุทธ์เติบโตภายในประเทศอาเซียนอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการตลาดเชิงรุกผ่านโซลูชันบรรจุภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ส่งผลให้ปริมาณการขายสินค้ากลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร โดยเฉพาะในเวียดนามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ราคาส่วนใหญ่ยังทรงตัว ส่วนกลุ่มธุรกิจเยื่อและกระดาษ ปริมาณการขายลดลงจากความต้องการที่ชะลอตัว ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้เน้นบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ด้วยการใช้ AI และ Machine Learning ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะธุรกิจในอินโดนีเซียที่เริ่มนำ AI มาปรับใช้ และปรับสัดส่วนการใช้พลังงาน รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) ภายในประเทศ และบริหารต้นทุนทางการเงิน อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้…
บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP ตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจในระดับสากล ด้วยการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน (Financial Strength Rating) ที่ระดับ A- (Excellent) จาก AM Best สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำระดับโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับอันดับเครดิตระดับ A- (Excellent) ต่อเนื่องถึง 7 ปี พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัทฯ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล” “ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทิพยประกันภัยในการยกระดับมาตรฐานองค์กร พร้อมส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกสถานการณ์ โดยไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และประชาชนอย่างยั่งยืน” การประเมินอันดับเครดิตของ AM Best พิจารณาจากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทิพยประกันภัย ทั้งในด้านการรับประกันภัย การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม แม้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงความพร้อมของบริษัทในการดูแลลูกค้าและส่งมอบบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยอันดับเครดิตระดับ A- (Excellent) พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) นี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทิพยประกันภัยในการยกระดับมาตรฐานองค์กร พัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ
