Author: staff

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM รับรางวัลทรงเกียรติแห่งปี “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสังคม ประจำปี 2569“ ประเภทวิสาหกิจขนาดใหญ่ และวิสาหกิจขนาดกลาง จากผลงานโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูผู้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น สามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” โครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางสังคมของ BAM ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน และผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ยาก สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านแนวทางการเข้าถึงทรัพย์ในราคาที่จับต้องได้ และการผ่อนชำระตรงกับ BAM ซึ่งสะท้อนบทบาทขององค์กรในการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์มาต่อยอดสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสำหรับ BAM “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินหนึ่งรายการ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นพื้นที่สำหรับสร้างครอบครัว เป็นหลักในการดำเนินชีวิต และเป็นความมั่นคงที่หลายคนพยายามสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง การทำให้คนคนหนึ่งสามารถเข้าถึงบ้านได้ จึงไม่ใช่เพียงการขายทรัพย์ แต่คือการเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ของชีวิต “ความสำเร็จของรางวัลครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ BAM ในการพัฒนานวัตกรรมที่ไม่เพียงสร้างคุณค่าทางธุรกิจ แต่ยังช่วย “สร้างโอกาส” ให้คนไทยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน“ ดร. รักษ์ กล่าว

Read More

บทความ “น้องพิทักษ์ชวนรู้” โดยทีมงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อธิบายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม แบบไหนซ่อมได้ แบบไหนซ่อมไม่ได้ แบบไหนเป็น Partial Loss แบบไหนเป็น Total Loss  เมื่อรถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม แม้ในบางพื้นที่สถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังรอการระบาย และหนึ่งในทรัพย์สินที่หลายคนเป็นห่วงมากก็คือ “รถยนต์” โดยเฉพาะรถที่ต้องจอดแช่น้ำ ถูกน้ำท่วมสูง หรือจมน้ำเป็นเวลานาน เมื่อน้ำลดและสามารถนำรถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความเสียหายได้แล้ว คำถามสำคัญที่เจ้าของรถคงอยากรู้ก็คือ “รถของเรายังซ่อมได้หรือต้องคืนทุนประกันภัย” “เสียหายแค่ไหนถึงจะคืนทุนประกันภัย” และ “ถ้าคืนทุนแล้วจะได้รับเงินเท่าไร” ช่วงนี้เอง หลายคนอาจได้ยินศัพท์ประกันภัย 2 คำบ่อยขึ้น คือ “ความเสียหายไม่สิ้นเชิง/ความเสียหายบางส่วน” (Partial Loss) และ “ความเสียหายสิ้นเชิง” (Total Loss) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิจารณาว่ารถยนต์จะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีความเสียหายสิ้นเชิง ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องทางเทคนิคใช่ไหมครับ? แต่จริง ๆ แล้วมีหลักสำคัญที่เราสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก รถน้ำท่วม…บริษัทประกันภัยดูอะไร ก่อนพิจารณาว่า “ซ่อม” หรือ “คืนทุน”? ก่อนอื่น อยากชวนทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า เวลารถยนต์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม การพิจารณาว่ารถคันนั้นยังสามารถซ่อมได้ หรือเสียหายหนักจนเข้าข่ายความเสียหายสิ้นเชิง ไม่ได้ดูเพียงว่าระดับน้ำท่วมสูงถึงตรงไหน หรือสภาพรถภายนอกเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสภาพและความรุนแรงของความเสียหาย รวมถึงมูลค่าความเสียหายหรือค่าซ่อมที่ประเมินได้ประกอบกัน สำหรับรถยนต์ที่มีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 รวมถึงประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ที่ได้ซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติ/ภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม เมื่อรถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม จะมีการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย เพื่อพิจารณาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยลักษณะความเสียหายที่เรากำลังพูดถึงในตอนนี้  แบ่งออกเป็น 2 กรณีสำคัญ คือ “ความเสียหายไม่สิ้นเชิง/ความเสียหายบางส่วน” (Partial Loss) และ “ความเสียหายสิ้นเชิง” (Total Loss) ซึ่งมีเกณฑ์เรื่องมูลค่าความเสียหายเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีตัวเลข 70% ที่ผู้เอาประกันภัยควรรู้ หากรถยนต์มีค่าซ่อมถึง 70% ขณะเกิดเหตุแล้ว จะถือว่ารถยนต์คันนั้นเสียหายสิ้นเชิง ซึ่งบริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินตามทุนประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยต้องโอนรถยนต์ให้แก่บริษัทประกันภัย แต่ถ้ารถยนต์มีค่าซ่อมไม่ถึง 70% บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วการจัดซ่อมให้คืนสภาพเดิม มาเริ่มกันที่…“ความเสียหายไม่สิ้นเชิง/ความเสียหายบางส่วน” (Partial Loss) คืออะไร?…

Read More

เลขาธิการ คปภ. เปิดแนวทางเคลมประกันภัยช่วงน้ำท่วม ย้ำ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” เข้าพื้นที่ไม่ได้ให้แจ้งบริษัทประกันภัยเข้าตรวจสอบ พร้อมเปิดสายด่วน 1186 ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มเช็กช่องทางเคลมทุกบริษัทผ่านเว็บไซต์ คปภ. และ LINE @OICCONNECT ได้ทันที นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยถึงแนวทางการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วมหรือพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยเพียงเพื่อถ่ายภาพหรือเก็บหลักฐาน เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยแล้วจึงตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ แจ้งเหตุไปยังบริษัทประกันภัย และเก็บหลักฐานความเสียหายเท่าที่สามารถดำเนินการได้ โดยสำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยให้เตรียมบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อม ตลอดจนรถยกและรถลากให้เพียงพอ   เพื่อรองรับการแจ้งเคลมที่อาจมีจำนวนมากในช่วงหลังน้ำลด สำหรับรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ขอให้ตรวจสอบก่อนว่ากรมธรรม์มีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่         โดยประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+     ต้องตรวจสอบว่ามีความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมเพิ่มเติมไว้หรือไม่ และสิ่งสำคัญคือ หากรถถูกน้ำท่วมอย่าเพิ่งสตาร์ทรถ        เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ภายในรถได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น เมื่อสามารถเข้าถึงรถได้อย่างปลอดภัย ควรถ่ายภาพหรือวิดีโอให้เห็นสภาพรถทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงระดับน้ำหรือรอยคราบน้ำ จากนั้นให้แจ้ง   บริษัทประกันภัยโดยเร็ว พร้อมแจ้งข้อมูลกรมธรรม์ ทะเบียนรถ สถานที่เกิดเหตุ และลักษณะความเสียหาย เพื่อให้บริษัท      นัดหมายเข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย ทั้งนี้ หากขณะเกิดเหตุไม่สามารถถ่ายภาพไว้ได้ หรือจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ก่อน ไม่ควรเสี่ยงกลับเข้าไปเพียงเพื่อเก็บหลักฐาน แต่ควรแจ้งบริษัทประกันภัยไว้ก่อน และเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้วจึงรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม        เพราะการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์เป็นสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรจำง่าย ๆ คือ “ความปลอดภัยมาก่อน–แจ้งบริษัทไว้ก่อน – เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้” ในส่วนของ การประเมินความเสียหายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป สำนักงาน คปภ. มีแนวทางพิจารณาตามระดับน้ำที่เข้าถึงตัวรถ 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถยนต์ ค่าซ่อมประมาณ 8,000 – 10,000 บาท ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะ ค่าซ่อมประมาณ 15,000…

Read More

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยสายสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง กลุ่มงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการประกันภัย (Center of InsurTech, Thailand : CIT) จัดการประกวดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการประกันภัย OIC InsurTech Award 2026 รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. โดยได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานการแข่งขันและ มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด เพื่อเฟ้นหาและผลักดันนวัตกรรม InsurTech ที่มีศักยภาพในการตอบโจทย์ความเสี่ยง แห่งอนาคต และต่อยอดสู่การใช้งานจริงในอุตสาหกรรมประกันภัยไทย OIC InsurTech Award 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “InsurTech Ready for the Future’s Emerging Risks : ก้าวข้ามขีดจำกัด รับมือความเสี่ยงอุบัติใหม่ในโลกอนาคต” เปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ นักพัฒนา Tech Firm และ Startup นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาโซลูชันรองรับ 4 ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงภัยอุบัติใหม่ ความเสี่ยงจากสังคมสูงวัย ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความเสี่ยงจากยุคดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมผลงานที่มีทั้งความโดดเด่น ด้านนวัตกรรม ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และศักยภาพในการนำไปใช้งานจริง โดยปีนี้โครงการได้รับความสนใจจากนิสิต/นักศึกษา นวัตกร และนักพัฒนาทั่วประเทศ กว่า 500 ทีม ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและบ่มเพาะหลายขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด โซลูชัน ต้นแบบ และแนวทางธุรกิจอย่างเข้มข้น จนเหลือ 10 ทีมสุดท้าย แบ่งเป็นประเภทนิสิต/นักศึกษา 5 ทีม และประเภทประชาชนทั่วไป 5 ทีม เข้าสู่รอบ Final Pitching เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ…

Read More

            เส้นทางชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน เรื่องราวสู่ความสำเร็จของแต่ละคนก็เช่นกัน แต่ละคนล้วนต้องพบเจออุปสรรคขวากหนาม ขึ้นอยู่กับว่าใครที่จะสามารถผ่านบททดสอบนั้นไปได้ และสำหรับ “แหม่ม – ธัญยพรรณ มากช่วย” ตัวเธอคือแบบอย่างของนักสู้อย่างแท้จริง และทุกวันนี้เธอคือแรงบันดาลใจให้กับตัวแทนคนอื่นอีกมากมาย จากเด็กต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาสู้ชีวิตในเมืองกรุง ทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่กับการเรียนภาคค่ำ แต่ไม่น่าเชื่อว่าโอกาสที่ผ่านเข้ามาแบบ “ชั่วคราว” จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเธอ ธัญยพรรณ เล่าว่า พื้นเพเดิมเป็นคนนครศรีธรรมราช แต่เข้ามาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ตอนนั้นเธอเรียนหลักสูตรภาคค่ำ ส่วนกลางวันก็ทำงานพาร์ทไทม์  ตอนนั้นเธอมีความฝันว่าอยากทำงานเก็บประสบการณ์สักระยะแล้วจะกลับไปทำงานที่บ้านเกิด แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอว่างงาน มีเรียนเพียงช่วงค่ำ ช่วงนั้นเองที่มีพี่คนหนึ่งมาชวนเข้าไปลองทำประกันชีวิต เขาบอกแค่ว่ารายได้ดี ตอนแรกเธอไม่ได้จริงจังกับงานนี้เลย คิดแค่หาอะไรทำฆ่าเวลาเท่านั้น “ตอนนั้นทำงานพาร์ทไทม์ได้เงินเดือนประมาณ 3,000 กว่าบาท เราก็คิดว่าเยอะแล้วนะ แต่พอเดือนแรกที่มาลองทำประกันชีวิตมีรายได้ 7,000 บาท เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวเลย สิ่งนี้เลยจุดประกายความคิดเราทันทีว่า หรือว่าอาชีพนี้น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า ยิ่งเมื่อได้เห็นรุ่นพี่ในอาชีพประกันชีวิตเขามีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก มีชีวิตที่มั่นคง แหม่มเลยตัดสินใจเบนเข็มเข้าสู่อาชีพนี้แบบเต็มตัว โดยทำงานอยู่ที่บริษัทแรกอยู่ประมาณ 3 ปี” หลังจากที่อยู่ในแวดวงธุรกิจประกันชีวิตมาระยะหนึ่ง ธัญยพรรณ ได้มีโอกาสศึกษาโครงสร้างองค์กรของหลายบริษัท รวมทั้งของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ทำให้เห็นความแตกต่างและโอกาสในการเติบโต “ระบบโครงสร้างองค์กรของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เป็นโครงสร้างที่เอื้อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ โครงสร้างบางบริษัทพอเราเติบโตเป็นระดับผู้จัดการ ระบบจะตัดสายงานของเราออกไปเลย แต่ที่นี่ไม่ใช่ แม้เราจะขึ้นไประดับไหน โครงสร้างองค์กรก็ไม่ตัดขาดจากกัน สามารถสร้างเป็นอาชีพที่มั่นคง ส่งต่อระบบให้รุ่นน้อง หรือชวนคนในครอบครัวมาร่วมสร้างธุรกิจด้วยกันได้ยาว ๆ จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงตอนนี้ก็ 20 ปีเต็มแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องแบรนด์ “แอกซ่า” ที่เป็นแบรนด์ระดับโลก พอยิ่งมาผนึกกำลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยทำให้เราทำงานง่ายขึ้นมาก ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ทำให้ลูกค้าเปิดใจรับฟังง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน ไม่มีตัวแทนของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตลาดบูธเลย ธัญยพรรณ น่าจะเป็นทีมงานรุ่นแรก ๆ ที่บุกเบิกการตลาดในลักษณะการออกบูธ “สมัยนั้นไปตั้งบูธที่ไหนคนก็ว้าว เราตระเวนจัดบูธกันทุกที่ ตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงงานมหกรรมทางการเงินใหญ่อย่าง Money Expo หรือ Smart Money…

Read More

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม พร้อมด้วยทีมงาน ‘กัลฟ์อาสา’ ซึ่งเป็นตัวแทนพนักงานจากสำนักงานใหญ่และโรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ร่วมส่งมอบอาหารปรุงสุกวันละ 2,000 กล่อง รวมทั้งสิ้น 16,000 กล่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สำนักการระบายน้ำ ชั้น 1 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะบริเวณคลองสายหลักซึ่งยังมีจุดวิกฤตกว่า 40 จุด จึงต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักเพื่อเปิดทางให้น้ำจากชุมชนไหลลงสู่คลองได้สะดวก จากนั้นจึงเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ที่สำคัญยังต้องเฝ้าระวังทั้งน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน” “ส่วนการช่วยเหลือประชาชน กรุงเทพมหานครได้ปรับระบบกระจายอาหารเพื่อนำไปส่งให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่พื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงเตรียมทยอยเข้าสู่ระยะฟื้นฟู โดยจะเริ่มทำความสะอาด จัดเก็บขยะและสิ่งของชิ้นใหญ่ที่ได้รับความเสียหาย พร้อมระดมกำลังคนและเครื่องจักรจากเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าไปสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนการช่วยเหลือ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่เร่งกระจายทรัพยากรและความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังเข้าถึงได้ยาก เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด” นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ผมรับรู้และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างดี GULF และทีมกัลฟ์อาสาจึงได้ร่วมกันจัดทำถุงยังชีพ พร้อมจัดหาน้ำดื่มเพื่อส่งมอบให้กรุงเทพมหานครนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เพราะในฐานะคนไทยด้วยกัน เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและแบ่งเบาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด “นอกจากนี้ จากการส่งมอบถุงยังชีพและน้ำดื่มเมื่อวันก่อน ผมได้รับทราบข้อมูลจากกรุงเทพมหานครว่า ยังมีความต้องการอาหารปรุงสุกอีกเป็นจำนวนมาก วันนี้ผมและทีมงานจึงได้นำอาหารปรุงสุกจำนวน 2,000 กล่องมาส่งมอบเพิ่มเติมให้แก่กรุงเทพมหานคร และ GULF จะส่งมอบอาหารปรุงสุกวันละ 2,000 กล่อง รวมทั้งสิ้น 16,000 กล่อง เพื่อให้กรุงเทพมหานครนำไปกระจายความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ” “ผมขอส่งกำลังใจไปยังประชาชนทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานของกรุงเทพมหานครทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว ทั้งนี้ GULF พร้อมส่งต่อความห่วงใยและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังที่พร้อมยืนเคียงข้างคนไทยและร่วมก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปด้วยกัน” ก่อนหน้านี้ ทีมกัลฟ์อาสาได้ร่วมกันจัดทำและส่งมอบถุงยังชีพภายใต้โครงการ ‘GULF Care…

Read More

บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แสดงความยินดีกับที่ปรึกษาประกันชีวิต ในโอกาสผ่านเกณฑ์การพิสูจน์ผลงานอันยอดเยี่ยม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลคุณวุฒิระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “APFinSA Awards 2026” จัดโดยสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Financial Services Association: APFinSA) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในรางวัลทรงเกียรติสูงสุดของอุตสาหกรรมประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินในระดับสากล เพื่อยกย่องบุคลากรที่มีผลงานการผลิตยอดเยี่ยม ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพ และมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตทางการเงินของลูกค้าอย่างยั่งยืน โดยมี คุณดาลัด นุตพันธุ์ Chief Agency Strategy Officer พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายขายช่องทางที่ปรึกษาประกันชีวิต ร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้ สำหรับปี 2026 ที่ปรึกษาประกันชีวิตจาก OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ตอกย้ำศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้วยการพิชิตคุณวุฒิ APFinSA Awards 2026 ได้รวมทั้งสิ้น 10 ท่าน แบ่งเป็น รางวัล APFinSA Excellence Award จำนวน 5 ท่าน และ รางวัล APFinSA Award จำนวน 5 ท่าน การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของที่ปรึกษาประกันชีวิตทุกท่าน แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรที่ไม่เคยหยุดพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบหลักประกันที่มั่นคงและการวางแผนทางการเงินที่ดีที่สุด เพื่อดูแลชีวิตของคนไทยและสังคมไทยอย่างยั่งยืน OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ใช้พลังความรักขับเคลื่อนองค์กรโดยไม่หยุดพัฒนาในทุกมิติ เพื่อทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย ทำให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตได้มากที่สุด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกและสังคม เพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป ให้ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มั่นใจ ปลอดภัย มีความสุข สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER 1503 ./

Read More

BAM จับมือกรมวิชาการเกษตร เปิดโอกาสให้บุคลากรเข้าถึงบ้าน ผ่านโครงการทรัพย์สวัสดิการ “บ้านเพื่อ(น)คนทำงาน” ในเงื่อนไขพิเศษพร้อมดูแลหนี้ ด้วยแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรม เปลี่ยนสวัสดิการให้เป็นความมั่นคง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ร่วมกับนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อสนับสนุนสวัสดิการและส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่บุคลากรของกรมวิชาการเกษตร พร้อมเปิดโอกาสในการเข้าถึงทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการปรับโครงสร้างหนี้แก่บุคลากรที่มีหนี้ด้อยคุณภาพ หรือ NPL ที่อยู่ในความดูแลของ BAM ความร่วมมือครั้งนี้ดำเนินการผ่านโครงการทรัพย์สวัสดิการ “บ้านเพื่อ(น)คนทำงาน” ซึ่ง BAM จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยนำเสนอทรัพย์ NPA คุณภาพหลากหลายประเภททั่วประเทศ อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ภายใต้เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสให้บุคลากรสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับความต้องการและกำลังซื้อของตนเอง นอกจากการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยแล้ว BAM ยังพร้อมดูแลบุคลากรของกรมวิชาการเกษตร ที่มี NPL อยู่ในความดูแลของ BAM โดยเปิดโอกาสให้เข้ามาเจรจาประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้แนวทางที่ยืดหยุ่น ผ่อนปรน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกของหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระของแต่ละราย และช่วยให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ BAM ที่ต้องการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร NPA NPL มาสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะบ้านไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน แต่คือรากฐานของความมั่นคงและคุณภาพชีวิต การเปิดโอกาสให้คนทำงานสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเงื่อนไขที่เหมาะสม จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ BAM ต้องการช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตในระยะยาว อีกทั้ง ยังช่วยให้คนที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ได้มีทางออกและมีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพราะเมื่อคนทำงานมีบ้านที่มั่นคง มีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น และมองเห็นอนาคตของตนเองได้ชัดเจนขึ้น นั่นคือคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงฉะนั้น ความร่วมมือระหว่าง BAM และกรมวิชาการเกษตรในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมอบสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสององค์กรมาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้กลายเป็น “ความมั่นคง และช่วยให้บุคลากรสามารถก้าวต่อไปในชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าว

Read More

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ จัดเตรียมปฏิบัติการ FIRST AID ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ประสานเครือข่ายรถยก รถลาก กู้รถยนต์ออกจากพื้นที่ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุรองรับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ผ่านสายด่วน 1557 ช่องทาง Line Official @viriyah และศูนย์บริการสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง นายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเส้นทางที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชาชนดำเนินไปอย่างยากลำบาก รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน รถยนต์บางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงและสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบางจุดที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการสินไหมทดแทนอย่างเต็มศักยภาพ “วิริยะประกันภัย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการรับมือกับเหตุอุทกภัยด้วยการนำ ‘ปฏิบัติการ FIRST AID’ แนวทางปฏิบัติการกู้ซ่อมรถยนต์ มาใช้รับมือกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงมหาอุทกภัยล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาการบริการและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงานให้มีความพร้อมรับมือกับภัยความเสี่ยงทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานของปฏิบัติการ FIRST AID อยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ จึงดำเนินการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที แม้ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ยังสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในแต่ละพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ประสานงานด้านการช่วยเหลือ รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการดูแลรถยนต์ในระหว่างเกิดอุทกภัย เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองและเกิดความอุ่นใจสูงสุด” คุณดลเดชกล่าว ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในเขตพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน พบว่า มีรถยนต์เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวนประมาณกว่า 4,000 คัน โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว…

Read More

บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ ตอกย้ำความสำเร็จเปิดตัว โปรดักส์ไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มลูกค้า Wealth ออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม “Ultra Living” คว้ารางวัล BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026 ในกลุ่มประกันภัย มอบรางวัลโดย BUSINESS+ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันได้อย่างครอบคลุม โดยในปีนี้ เคพีไอ ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดลูกค้าระดับพรีเมียม เสริมทัพธนาคารกรุงไทยต่อยอดธุรกิจสู่บทบาทการทำการตลาด Wealth Management เพื่อพัฒนานวัตกรรมประกันภัยที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและไลฟ์ไตล์ที่สมบูรณ์แบบของกลุ่มลูกค้านักธุรกิจผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่อยู่อาศัย “Ultra Living” จึงถูกออกแบบมาด้วยแนวคิดบนพื้นฐานจากความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน เพื่อยกระดับมาตรฐานความคุ้มครองให้ครอบคุลมกับความเสี่ยงภัยและความต้องการของลูกค้าระดับ Luxury ให้มากที่สุด ซึ่งมีความแตกต่างจากประกันภัยที่อยู่อาศัยทั่วไปด้วยทุนประกันภัยสูงถึง 300 ล้านบาท จึงทำให้ เคพีไอ ได้รับรางวัล BUSINESS+ PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2026 ในกลุ่มประกันภัย สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยรูปแบบใหม่เข้าสู่ตลาด โดย คุณสุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เข้ารับรางวัลจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ณ โรงแรมจูบิลี เพรสทีจ โฮเทล เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คุณสุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หากเรามองภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน จะเห็นสภาวะการชะลอตัวในเซกเมนต์ตลาดบ้านทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ตลาดบ้านระดับ Super & Ultra-Luxury กลับเติบโตแบบสวนทาง มี Real Demand…

Read More