Author: staff

บลจ.กสิกรไทย เปิดตัว K-WPLIFETIME(R) ทางเลือกใหม่สำหรับการบริหารเงินในวัยเกษียณ เพื่อรับมือ Longevity Risk มุ่งสร้างสมดุลระหว่างกระแสเงินสดและโอกาสเติบโตในระยะยาว ผ่านการจัดพอร์ตแบบยืดหยุ่นและกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผสานองค์ความรู้และมุมมองจาก J.P. Morgan Asset Management เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะกับบริบทของผู้ลงทุนไทย เปิด IPO วันที่ 20-26 ตุลาคม 2569 พร้อม 2 สิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย และโปรโมชั่นรับ Fund Back สูงสุด 20,000 บาท ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด นายวิน พรหมแพทย์ CFA, ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า อายุที่ยืนยาวขึ้นทำให้การวางแผนเกษียณต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เงินออมอาจไม่เพียงพอ หรือ “Longevity Risk” โดยเฉพาะท่ามกลางค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมจึงไม่ใช่เพียงการสะสมเงิน แต่ต้องวางแผนให้เงินก้อนสามารถสร้างกระแสเงินสดสำหรับใช้จ่าย ควบคู่กับโอกาสเติบโตในระยะยาว ด้วยแนวคิดดังกล่าว บลจ.กสิกรไทย จึงเปิดตัว กองทุนเปิดเค WP Lifetime Income ชนิดรับซื้อคืนอัตโนมัติ หรือ K-WPLIFETIME(R) ทางเลือกการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างกระแสเงินสดและการเติบโตของเงินลงทุน เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ โดยเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2569 นายวินกล่าวต่อไปว่า K-WPLIFETIME(R) บริหารพอร์ตแบบยืดหยุ่น โดยกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมตราสารหนี้คุณภาพดี หุ้นคุณภาพ รวมถึงสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ เช่น หุ้นปันผลและ REITs พร้อมผสานมุมมองและองค์ความรู้ด้านการลงทุนจาก J.P. Morgan Asset Management เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะกับบริบทของผู้ลงทุนไทย โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างกระแสเงินสด โอกาสเติบโตของเงินลงทุน และการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับการใช้เงินในวัยเกษียณที่ยาวนานขึ้น “โจทย์ของการเกษียณในวันนี้ ไม่ใช่แค่การสะสมเงินให้เพียงพอสำหรับวันเกษียณ แต่ต้องคิดต่อว่าจะบริหารเงินก้อนนั้นอย่างไรให้รองรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เงินเฟ้ออาจทำให้กำลังซื้อของเงินลดลง เราจึงต้องการให้ K-WPLIFETIME(R) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารเงินหลังเกษียณ ที่ช่วยให้เงินก้อนยังคงทำงานต่อ ทั้งการสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว และการทยอยรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างกระแสเงินสดไว้รองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน…

Read More

ธนาคารกรุงไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเงินฝากเงินสกุลต่างประเทศ ยกระดับการออมแบบไร้พรมแดน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำสกุลเงิน USD (Fixed FCD) ครอบคลุมทั้งการฝากระยะสั้นและระยะยาว เริ่มต้นฝากระยะสั้นเพียง 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี และฝากระยะยาว 60 เดือน รับดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Global Savings รองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) โดดเด่นด้วยระยะเวลาการฝากที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเป้าหมายทางการเงินหลากหลาย ทั้งกลุ่มคนทำงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ต้องการกระจายการออมและเตรียมเงินสำหรับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ กลุ่มครอบครัวที่ต้องการสะสมเงิน USD เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหรือการศึกษาของบุตรในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการต่อยอดการออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว > ฝากระยะสั้น ฝากประจำ USD ระยะ 6 เดือน และ 12 เดือน รับดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารเงิน > ฝากระยะยาว ฝากประจำ USD ระยะ 36 เดือน รับดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และระยะ 60 เดือน รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.60% ต่อปี พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลตอบแทนและวางแผนการเงินในระยะยาว นอกจากนี้ เมื่อครบกำหนด สามารถต่อยอดการบริหารเงิน USD ผ่าน Krungthai Global Savings รับดอกเบี้ย USD 2.25% ต่อปี พร้อมรองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ใช้เป็นบัญชีสำหรับพักเงิน เพื่อรอโอกาสลงทุนในต่างประเทศ หรือเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างคล่องตัวและไร้รอยต่อ เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) มาพร้อมสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากครบตามเงื่อนไขธนาคารกำหนด จะได้รับสถานะ Krungthai WEALTH รับเอกสิทธิ์ทางการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์…

Read More

นางสาวดรัสวันต์ ชูวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การต้อนรับ Ms. Deepali Agrawal รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าอินเดีย (Export-Import Bank of India: India Exim Bank) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 (AM2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงพัฒนาการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดีย พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางต่อยอดความร่วมมือเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศในการขยายธุรกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งหารือแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการอินเดียที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อสกุลเงินบาทและการแบ่งปันความเสี่ยง (Risk Participation) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและอินเดีย นอกจากนี้ การหารือร่วมกันยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการส่งเสริม พัฒนา และบ่มเพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ตลอดจนหารือแนวทางต่อยอดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองธนาคารได้ลงนามร่วมกัน และขยายความร่วมมือในฐานะสมาชิก Asian Exim Banks Forum (AEBF) เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการสนับสนุนผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศให้ขยายธุรกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

Read More

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มองเศรษฐกิจโลกยังแสดงความแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมชี้ว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการลงทุนและผลิตภาพในระยะยาว แต่การเปลี่ยนผ่านอาจเผชิญความผันผวน ย้ำการดำเนินนโยบายการเงินต้องให้ความสำคัญกับสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง และเปิดรับแนวคิดใหม่เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายวอร์ชกล่าวในการสนทนากับนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจหลายประเทศมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่ประเมินไว้เมื่อ 5–6 เดือนก่อน แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สหรัฐฯ มีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนทั้งนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและรากฐานระดับธุรกิจ ประธานเฟดเสนอแนวทางดำเนินนโยบายด้วยการ “มองออกไปนอกหน้าต่าง” หรือพิจารณาสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยไม่พึ่งพาเพียงข้อมูลย้อนหลังซึ่งอาจสะท้อนสถานการณ์ล่าช้า หรือให้น้ำหนักมากเกินไปกับการคาดการณ์อนาคตระยะไกลที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังสอดคล้องกับการประเมินของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนที่ผ่านมา ด้านเงินเฟ้อ นายวอร์ชย้ำว่า เฟดมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพราคา และได้ลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงในการประชุมเดือนก่อน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเผชิญภารกิจควบคุมเงินเฟ้อร่วมกัน และดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อรับมือแรงกดดันดังกล่าว AI กระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น ก่อนเพิ่มศักยภาพการผลิตระยะยาว นายวอร์ชมองว่า AI เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในช่วงชีวิตของเขา โดยผลกระทบในระยะแรกจะปรากฏผ่านการขยายตัวของอุปสงค์และการลงทุน ก่อนพัฒนาไปสู่แรงหนุนด้านอุปทานในระยะปานกลาง ช่วยเพิ่มผลิตภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเปลี่ยนผ่านอาจไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีโอกาสยกระดับการทำงานของธนาคารกลาง ผ่านการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ช่วยให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฟดได้จัดตั้งคณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงาน เพื่อศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ และเปิดรับมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกประกอบการพิจารณานโยบาย ในด้านเสถียรภาพการเงิน นายวอร์ชระบุว่า บทบาทของธนาคารกลางคือการติดตามและเตรียมรับมือความเสี่ยงที่อาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่อระบบ โดยไม่ใช่การตัดสินว่าธุรกิจหรือเทคโนโลยีใดควรเป็นผู้ชนะในตลาด ย้ำความน่าเชื่อถือเฟด ต้องเข้มแข็งทุกภารกิจ เมื่อกล่าวถึงบทเรียนจากการทำงาน 148 วันแรกในตำแหน่งประธานเฟด นายวอร์ชระบุว่า ประสบการณ์เดิมในฐานะกรรมการเฟดช่วยให้เข้าใจองค์กร พร้อมแสดงความประทับใจต่อความสามารถและความมุ่งมั่นของบุคลากรราว 23,000 คน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ช่วงแรกให้น้ำหนักกับนโยบายการเงินเป็นหลัก ทั้งที่บุคลากรมากกว่า 75% ทำงานในภารกิจอื่น อาทิ การกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค จึงตั้งใจให้ความสำคัญกับภารกิจเหล่านี้มากขึ้นในช่วง 100 วันข้างหน้า เพราะความผิดพลาดในส่วนใดส่วนหนึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือของทั้งสถาบัน นายวอร์ชกล่าวด้วยว่า ยังไม่ได้มุ่งคิดถึงมรดกทางนโยบายที่ต้องการฝากไว้ แต่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจอย่างถูกต้องตามบริบทปัจจุบัน แม้จะได้เรียนรู้จากอดีตประธานเฟดหลายคน ทั้งพอล โวลเกอร์ อลัน กรีนสแปน และเบน เบอร์นันคี แต่โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ดำเนินนโยบายต้องพร้อมปรับวิธีคิดและเครื่องมือให้เหมาะสม พร้อมย้ำว่า…

Read More

นายปรีชา คำอุ่น กรรมการ บริษัท ไทยคชสาร โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด รับมอบสินไหมทดแทนประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง จำนวน 3,200,864 บาท จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายสรายุทธ พุ่มศรี ผู้จัดการฝ่ายประกันภัย Non-Motor ด้านรถยนต์ เป็นผู้แทนมอบ จากกรณีรถขนส่งสินค้าเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลให้สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้ บริษัทฯ ดำเนินการมอบสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย ตามสิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ในเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ บริษัท ไทยคชสาร โลจิสติกส์ เซอร์วิส จำกัด ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี

Read More

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประกาศเอกสารหลักของการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-WBG Annual Meetings) “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” เพื่อเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นหลักการในการรับมือกับปัญหาภัยการเงินดิจิทัล รวมถึงไทยที่จะสามารถนำมาใช้ยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ Bangkok Blueprint นำเสนอ 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cybersecurity (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้ยกระดับการจัดการปัญหาเรื่องเงินเทา และคอร์รัปชันอย่างครบวงจร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดรับกับหลักการของ Bangkok Blueprint ในหลายมิติ อาทิ (1) การตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวด (KYC/CDD/EDD) (2) การยืนยันตัวตนของร้านค้า (KYM) ของธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการให้บริการกับธุรกิจผิดกฎหมาย (3) การตรวจจับธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (suspicious transaction) (4) การถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป และ (5) ยกระดับมาตรการป้องกันการนำเงินสดไปแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น เช่น ทองคำและเงินตราต่างประเทศ รวมถึงกำกับดูแลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น USDT เป็นต้น “เนื่องจากกลุ่มทุนเทา พนันออนไลน์ คอร์รัปชัน และสแกม…

Read More

เวทีธนาคารโลก–IMF 2026 เปิดประเด็นใหญ่ AI กับอนาคตการจ้างงาน เผยอีก 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนจ่อเข้าสู่วัยทำงาน ประเมิน AI ส่งผลกระทบงานทั่วโลกถึง 40% ประธานธนาคารโลกชูแนวคิด Small AI สร้างโอกาสประเทศกำลังพัฒนา ประธานาธิบดีสิงคโปร์เตือนแรงงานทักษะระดับกลางและเด็กจบใหม่เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ด้าน IMF ชี้ไทยมีโอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งปฏิรูปการศึกษาและเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การประชุมประจำปี 2026 ของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเวทีหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ Small AI: More and Better Jobs โดยมีผู้นำระดับโลก 3 คน ได้แก่ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก, Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ สาระสำคัญของการหารือสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านผลิตภาพ การสร้างงาน คุณภาพแรงงาน และการกระจายความมั่งคั่ง โดยความท้าทายสำคัญอยู่ที่การทำให้เทคโนโลยีสร้างโอกาสแก่ประชาชนในวงกว้าง แทนที่จะกลายเป็นเครื่องมือขยายความเหลื่อมล้ำ ธนาคารโลกประเมิน 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงาน Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีคนรุ่นใหม่ถึง 1.2 พันล้านคนก้าวเข้าสู่อายุ 18 ปี ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเร่งสร้างงานรองรับประชากรวัยแรงงานจำนวนมหาศาล หากสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพได้ ประชากรรุ่นใหม่จะกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หากไม่สามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ แม้มีประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ Banga มองว่าความหมายของการมีงานทำไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นลูกจ้างในองค์กร แต่ต้องครอบคลุมการประกอบอาชีพอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างรายได้ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง สำหรับบทบาทของ AI นั้น ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับแนวคิด…

Read More

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) จัดงานสัมมนาธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Krungsri Business Forum 2026: The Business Battlefield” พร้อมเปิดเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน และเทคโนโลยี ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถอดรหัสความท้าทายของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางกติกาโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ คว้าโอกาสใหม่ และปรับกลยุทธ์สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งในสมรภูมิธุรกิจแห่งอนาคต นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วันนี้โลกธุรกิจกำลังอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คำถามสำคัญของผู้นำธุรกิจในวันนี้จึงไม่ใช่เพียง ‘เราจะปกป้องสิ่งที่มีได้อย่างไร’ แต่คือ ‘เราจะปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างไร เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตภายใต้กติกาใหม่ของโลก’” “แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่มั่นคง ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน ศักยภาพของผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่การเติบโตในระยะต่อไปไม่อาจพึ่งพาเพียงความได้เปรียบในอดีต เราจำเป็นต้องต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นขีดความสามารถใหม่ แหล่งสร้างมูลค่าใหม่ และโอกาสใหม่ในการเติบโต กรุงศรีพร้อมเป็น Trusted Partner ที่เข้าใจธุรกิจและพร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ด้วยความเชี่ยวชาญภายใต้ ‘ONE Krungsri’ ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ SME ลูกค้าญี่ปุ่น และลูกค้ารายย่อย ผสานกับเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนความไม่แน่นอนเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน เปลี่ยนโอกาสเป็นการลงทุน และเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน” นายเคนอิจิ กล่าว ถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ: เปลี่ยนความท้าทายโลก เป็นโอกาสขีดความสามารถใหม่ ในการปาฐกถาพิเศษ Thailand’s Next Competitive Advantage: Turning Global Challenges into National Opportunities โดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับทิศทางจากความได้เปรียบด้านต้นทุน (Cost Advantage) ไปสู่ความได้เปรียบด้านขีดความสามารถ (Capability Advantage) ด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งภาครัฐดำเนินงานผ่าน “Thailand Square” โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการเชื่อมโยงการศึกษา การพัฒนาทักษะ การวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือการเปลี่ยนจาก “ความเชี่ยวชาญของบุคคล (Individual Mastery)” ไปสู่ “ความเชี่ยวชาญของประเทศ (National Mastery)” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ด้วยการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยี…

Read More

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ภายในงาน Insurance Communication Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Building Trust through Communication in a Changing World” จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาระบบประกันภัยไทยท่ามกลางความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย ผ่านการปรับปรุงกฎหมาย การยกระดับการบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาเครื่องมือกำกับดูแลเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสามารถของภาคธุรกิจประกันภัยในการให้ความคุ้มครองประชาชนอย่างต่อเนื่อง เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน หรือ 6 Mega-Risks ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ส่งผลต่อความต้องการของผู้เอาประกันภัยและการดำเนินธุรกิจประกันภัย ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเงิน จากภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) หนี้ครัวเรือน และความผันผวนของตลาดการเงินและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนอาจต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการรักษาความคุ้มครองประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยเผชิญความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนและต้นทุนสินไหมทดแทน 2. ความเสี่ยงด้านสังคมและประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและความต้องการประกันบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานลูกค้าวัยทำงานลดลง 3. ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติ จากน้ำท่วม พายุ ไฟป่า และแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 และแผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลให้ภาระค่าสินไหมทดแทนและต้นทุนประกันภัยต่อ (Reinsurance) เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องการความคุ้มครองที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว 4. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์ จากการรั่วไหลของข้อมูล (Data Breach) การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และการฉ้อโกงโดยใช้ AI ซึ่งเป็น ความท้าทายสำคัญต่อบริษัทประกันภัยที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก…

Read More