นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหารสายงาน Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัว “บัตร Mangmoom EMV” บัตรเดียวที่สามารถชำระค่าโดยสาร MRT ได้ครบทุกเส้นทางด้วยระบบ EMV Contactless ทั้งสายสีม่วง สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดง เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นไป และจะสามารถแตะจ่ายแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ได้ในเดือนตุลาคม 2568 บัตร Mangmoom EMV เกิดจากความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและ รฟม. ในการยกระดับบัตร MRT Plus ให้สามารถแตะจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ข้ามสายได้ ลดข้อจำกัดการเดินทาง จากเดิมต้องใช้ บัตรโดยสารเฉพาะของแต่ละสาย พร้อมเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนเข้ากับบริการทางการเงินได้อย่างไร้รอยต่อ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของ รฟม. ในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้ทันสมัย สอดคล้องกับกลยุทธ์ Mass Transit Ecosystem ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าระบบนิเวศหลักของธนาคาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกับบริการทางการเงิน ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน บัตร Mangmoom EMV ใช้งานง่าย พร้อมรองรับนโยบาย 20 บาทตลอดสาย สามารถลงทะเบียน รับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐตามที่กำหนด ผู้สนใจสามารถสมัครบัตรได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร MRT สายสีม่วงทุกสถานี และสมัครด้วยตนเองได้อย่างง่ายดายผ่านบริการ “เป๋าตังเปย์” บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยไม่ต้องยืนยันตัวตนหรือ KYC ใหม่ สมัครบัตรในราคาขั้นต่ำเพียง 50 บาท ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี พร้อมบริการจัดส่งบัตรถึงบ้าน ทั่วประเทศ การจำหน่ายบัตรจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สามารถบริหารจัดการบัตร ผ่าน “เป๋าตังเปย์” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยบัตร…
Author: staff
NCP เผยกลยุทธ์ครึ่งหลังปี 2568 เดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัล ผสานกับธุรกิจ Telesales แบบไร้รอยต่อ เพิ่มโอกาสการขายสินค้า หนุนยอดขายพุ่งต่อเนื่อง พร้อมเล็งขยายตลาดสินค้า-กลุ่มลูกค้าใหม่ต่อเนื่องหนุนศักยภาพบริษัทโตแข็งแกร่ง ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีเพิ่มขึ้น 20-30% คาดกำไรสุทธิโตถึง 30-40% จากปีก่อนหน้า นายศรัณย์ เวชสุภาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไนซ์ คอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCP เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศปัจจุบันจะมีความไม่แน่นอนและผันผวน แต่ธุรกิจของ NCP ยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 เติบโตแบบ “ดับเบิล” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 8% และกำไรโต 112% โดยธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุด คือกลุ่มธุรกิจบริการที่โตมากถึง 836%ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี NCP ได้ปรับตัวสู้ศึกเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยชูจุดแข็งที่มีฐานลูกค้ากว่า 5 ล้านรายที่หลากหลาย ไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง หรือกลุ่มลูกค้าใดโดยเฉพาะ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในทุกมิติ ทั้งลูกค้า พนักงาน และซัพพลายเออร์ ตลอดจนการมีผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อมากกว่า 200 รายการ ส่วนแผนธุรกิจในครึ่งปีหลัง NCP เตรียมนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสานกับธุรกิจ Telesales ด้วยการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต เพิ่มผลลัพธ์การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า พร้อมมอบประสบการณ์การบริการที่ดี ช่วยหนุนยอดขายเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนอกจากนี้ ยังศึกษารูปแบบการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เหมาะสมกับธุรกิจ มาใช้ในการให้บริการ เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังเตรียมขยายฐานลูกค้าหลักในกลุ่มสินค้า Health & Beauty ไปยังกลุ่มสินค้าอื่นๆ เช่น สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง, รถยนต์, อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มวัยรุ่น โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมและ AI เข้ามาช่วยคัดกรองความสนใจของลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ทำให้บริษัทมีลูกค้าใหม่ในตลาดใหม่เพิ่ม หรือลูกค้าในกลุ่มเดิมที่ซื้อสินค้าในกลุ่มใหม่สำหรับแผนขยายกำลังคน บริษัทได้กระจายทีมงาน Telesales ที่ทำงานในออฟฟิศ, Work from Home และในเรือนจำ เพื่อความยืดหยุ่นสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ พร้อมเตรียมเปิดออฟฟิศใหม่ช่วงปลายปีนี้ โดยจะสามารถรองรับพนักงาน Telesales ได้มากถึง…
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเทศบาลเมืองกระบี่ โดย บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE รับมอบใบประกาศเกียรติคุณในโครงการ “กระบี่เมืองสะอาด ตามนโยบาย Krabi Goes Green” จากผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นการยืนยันว่าโรงไฟฟ้าขยะชุมชนแห่งนี้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมด้านการแก้ไขปัญหาขยะตกค้างสะสมในบ่อขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 13 แห่ง โดยมีระยะดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 – พฤษภาคม 2568 ปริมาณขยะในโครงการที่ถูกนำมากำจัด ณ โรงไฟฟ้าแห่งนี้คิดเป็นจำนวนรวม 78,421 ตัน ถือเป็นการกำจัดขยะตกค้างและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ “โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเทศบาลเมืองกระบี่” เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 รองรับการนำขยะมากำจัดได้สูงสุดวันละ 450 ตัน จุดเด่นโรงไฟฟ้าแห่งนี้ คือ การใช้กระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบ Direct Incineration ที่เป็นวิธีการเผาตรงระบบปิดแบบสุญญากาศ สามารถกำจัดขยะที่มีความชื้นได้สูงถึง 80% ที่สำคัญคือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะตลอดกระบวนการจะไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ด้วยระบบ Negative Pressure ไม่มีฝุ่นละออง ไม่มีการปล่อยน้ำออกนอกโครงการ โดยมีการบำบัดน้ำแบบครบวงจรและนำกลับมาใช้ตามหลัก Zero Discharge พร้อมติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศเชื่อมสัญญาณตรงไปยังกรมโรงงาน มอนิเตอร์ได้แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง จึงปลอดภัยต่อชุมชนรอบข้างเป็นอย่างมาก การเผากำจัดขยะของโรงไฟฟ้าขยะชุมชนแห่งนี้ แต่ละวันจะแบ่งสัดส่วนเป็นการกำจัดขยะเก่าในบ่อฝังกลบ 50% ส่วนอีก 50% เป็นการกำจัดขยะใหม่ที่เทศบาลนำส่งเข้ามาแต่ละวัน และนอกจากกำจัดขยะในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกระบี่แล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังได้มีส่วนในการสนับสนุนนโยบายบริหารจัดการขยะแบบรวมกลุ่ม (Cluster) ของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นการเปิดรับขยะจากพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดมากำจัด ไม่ว่าจะเป็นอำเภออ่าวลึก ปลายพญา เขาพนม เหนือคลอง คลองท่อม เป็นต้น โดยขยะที่รับมากำจัดมีทั้งที่มาจากชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงขยะในพื้นท่องเที่ยว เช่น อ่าวนาง เกาะพีพี ด้วย ปัจจุบัน…
บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Kubix) จับมือ InterOpera ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม OperaX สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในสิงคโปร์ เดินหน้าศึกษาแนวทางใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการออกและซื้อขายคาร์บอนเครดิตในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ตั้งเป้านำองค์ความรู้มาพัฒนาและยกระดับโครงสร้างระบบ ทั้งด้านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน (Tokenized Carbon Credit) ระบบเสนอขาย และกระบวนการชำระราคาและเก็บรักษาทรัพย์สิน เพื่อให้รองรับการซื้อขายโทเคนคาร์บอนเครดิตของไทยได้อย่างครบวงจร และตอบรับกับการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตทั่วโลก นายปฐมชัย แตงน้อย รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเซท จำกัด เปิดเผยว่า การแปลงสินทรัพย์หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนดิจิทัล (Green Tokenization) ยังเป็นแนวคิดใหม่ในประเทศไทย ขณะที่ในระดับสากลหลายองค์กรได้เริ่มพัฒนาโครงการ Tokenized Carbon Credit อย่างจริงจังแล้ว โดยตลาดคาร์บอนเครดิตต้องการความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และระบบที่เชื่อมโยงกับตลาดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kubix มุ่งมั่นพัฒนาระบบที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจไทย และผลักดันให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันในระดับสากลได้ในอนาคต ล่าสุด Kubix ได้ร่วมมือกับ InterOpera ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม OperaX สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในก้าวแรกของความร่วมมือครั้งนี้ Kubix จะได้ศึกษาแนวทางใหม่และประเมินศักยภาพของแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิตและใบรับรองพลังงานหมุนเวียนจาก InterOpera ซึ่งมีจุดเด่นด้านความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และการเชื่อมโยงกับตลาดในระดับภูมิภาค พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาและยกระดับโครงสร้างระบบ ทั้งด้านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenized Carbon Credit) ระบบเสนอขาย และกระบวนการชำระราคาและเก็บรักษาทรัพย์สิน เพื่อให้รองรับการซื้อขายโทเคนคาร์บอนเครดิตของไทยได้อย่างครบวงจร ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจผู้ออกโทเคนดิจิทัลในการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นและรองรับการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตทั่วโลก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2580 (อ้างอิงจาก BloombergNEF) ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตจากแหล่งธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และป่าชายเลน ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าเขตร้อนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญและยังเป็นแหล่ง “บลูคาร์บอน” ที่สำคัญในภูมิภาค นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังมีการบริหารจัดการโดยชุมชนที่มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและดูแลทรัพยากรท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจให้ความสำคัญอย่างยิ่ง Kubix เชื่อมั่นว่าการแปลงคาร์บอนเครดิตเหล่านี้ให้เป็นโทเคนดิจิทัลจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และขยายการเข้าถึงตลาดรองระดับสากลสำหรับคาร์บอนเครดิตคุณภาพของไทยในอนาคต นายปฐมชัย กล่าวในตอนท้ายว่า Kubix มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดคาร์บอนเครดิตระดับโลก ด้วยการขับเคลื่อนการระดมทุนให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพของไทย โดยใช้ความเชี่ยวชาญในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล…
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยืนยันสถานะการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง และไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2568 จะสะท้อนผลกระทบจากภาวะตลาดทุนที่ผันผวนและชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่าบริษัทฯสามารถรักษากำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกได้ที่ระดับ 134 ล้านบาท และยังคงได้รับเครดิตเรตติ้งระดับ AA เช่นเดิม สะท้อนความมั่นคงและศักยภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ นายอารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า“ในไตรมาสตลาดทุนทั้งในประเทศและภูมิภาคมีความผันผวนมาก แต่เมย์แบงก์ยังสามารถรักษากำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนถึงพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการดำเนินงานที่รอบคอบ ขณะเดียวกัน เราไม่พบสัญญาณความเสี่ยงที่กระทบต่อการดำเนินกิจการหลักของบริษัทแต่อย่างใด และยังคงได้รับเครดิตเรตติ้งระดับ AA จาก TRIS Ratings เช่นเดิม” ในช่วงไตรมาสที่ 2 ตลาดทุนไทยและภูมิภาคยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก เงินทุนไหลออก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และพฤติกรรมนักลงทุนที่ระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจหลักของเมย์แบงก์ ได้แก่ ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจวาณิชธนกิจ และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายหลักได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาด โดยเน้นการขยายฐานลูกค้าคุณภาพ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ รวมถึงการยกระดับระบบวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน “เมย์แบงก์ยังคงเดินหน้าลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิทัลและพัฒนาโซลูชันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการที่ครอบคลุมทั้งนักลงทุนรายย่อย รายใหญ่ และกลุ่มลูกค้าองค์กร พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเชิงลึก ผ่านเครือข่ายระดับภูมิภาคของกลุ่มเมย์แบงก์ ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของตลาดไทยในระยะยาว ประกอบกับความแข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้นำด้านหลักทรัพย์ระดับภูมิภาค เชื่อมั่นว่าจะสามารถปรับตัวขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอารภัฏ กล่าวทิ้งท้าย
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ร่วมกับ บมจ.ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรินทร์ มอบสินไหมมรณกรรม จำนวน 365,000 บาท ให้กับครอบครัวของ ส.อ. อัมรินทร์ ผาสุข ทหารกล้าที่สละชีพ จากเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้แทนบริษัทฯ และธนาคารฯ เข้ามอบสินไหมมรณกรรม และร่วมแสดงความเสียใจในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดบูรพาราม ต.คูเมือง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ดำเนินการส่งมอบสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์โดยขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ตามนโยบายของบริษัทฯ ที่พร้อมอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป
บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการ gettgo แพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกันออนไลน์ ร่วมกับ 1:2 Coffee Company ร้านกาแฟขวัญใจชาวออฟฟิศ ที่เริ่มต้นจากจังหวัดเชียงรายและเติบโตสู่เมืองกรุง พร้อมชวนคนทุก Generation มาดื่มกาแฟชิล ๆ รับสิทธิ์ส่วนลดผ่านแคมเปญ “ประกันสักแก้วมั้ย?” และทำความรู้จักกับประกันในบรรยากาศสบาย ๆ ผ่านประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ร้าน 1:2 Coffee กาแฟที่พรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ กับประกันที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้เช่นกัน คือจุดร่วมสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง gettgo และ 1:2 Coffee Company แม้จะมาจากคนละวงการ แต่ทั้งสองแบรนด์มีแนวคิดเดียวกัน คือการทำให้สิ่งที่เคยดูซับซ้อน กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นประกัน หรือกาแฟแก้วโปรดของคุณ การจับมือกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การข้ามจาก “วงการประกันสู่วงการกาแฟ” แต่ยังเป็นการเปลี่ยนภาพจำ ของประกันให้กลายเป็นเรื่องง่าย เหมือนการเลือกเมนูที่ชอบในร้านโปรด ดัง Key Message ที่ว่า “เปรียบเทียบประกันออนไลน์ ง่าย เหมือนเลือกเมนูที่ชอบ” ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซปต์ “Everyday Coffee” ที่ 1:2 Coffee Company ยึดถือมาโดยตลอด เมื่อผู้คนชอบอะไรใหม่ ๆ จึงเกิดไอเดียสนุก ๆ ‘ประกัน x กาแฟ’ โดยเบื้องหลังแนวคิดของความร่วมมือครั้งนี้ คีย์หลักคือการดึงจุดเด่นของทั้ง 2 แบรนด์ที่สอดคล้องกันในเรื่อง ความเข้าถึงง่าย สบาย ๆ และ ลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพและการบริการที่เหนือความคาดหวัง นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการ gettgo แพลตฟอร์มเปรียบเทียบประกันออนไลน์ เปิดเผยว่า “เราไม่เคยหยุดพัฒนาเว็บไซต์ gettgo ที่เปรียบเทียบประกันให้เข้าใจง่าย ซื้อง่ายไม่ยุ่งยาก ทั้งนี้ ก็เพื่อความมั่นใจว่าใช้งานง่าย เปรียบเทียบประกันได้ในไม่กี่คลิก เข้าถึงทุกคนได้จริง และสิ่งนี้ก็มีตัวเลขอ้างอิงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าลูกค้ากว่า 80% ที่ซื้อประกันออนไลน์กับ gettgo แล้วมั่นใจ, บอกต่อ และแนะนำเว็บไซต์…
พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับ Lifedot แพลตฟอร์มทอล์กที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณในทุกมิติ ยกเวทีจากออนไลน์รายการ TUCK Talk Podcast มานั่งคุยแบบ On Stage โดยมี มยุรา เศวตศิลา รับหน้าที่พิธีกร และ นายแพทย์ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือหมอโอ๊ค เจ้าของเพจ Doctor Sixpack ร่วมไขทุกประเด็น ของมะเร็งตัวท็อปของผู้หญิง แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหาร ชวนปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ห่างไกลจากโรค ณ โรงภาพยนตร์ พารากอนซีนีเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆนี้
ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านโครงการ “AFTERKLASS Business KAMP ปีที่ 6” แคมป์นวัตกรรมสุดเข้มข้น AFTERKLASS AI Hackathon: Youth for Good ที่เปิดเวทีให้เยาวชนอายุ 15–21 ปีบริบูรณ์ ที่มีทั้งไอเดียธุรกิจสุดสร้างสรรค์ด้วยพลังของ AI และสนใจใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ได้ร่วมพัฒนาแนวคิดธุรกิจเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน พร้อมเปิดรับสมัครทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายรวี อ่างทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบูรณาการความยั่งยืนองค์การ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยเชื่อมั่นในพลังของเยาวชนไทย และมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำ และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเติบโตเป็นแรงขับเคลื่อนสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคตได้อย่างยั่งยืน จึงได้จัดกิจกรรม AFTERKLASS Business KAMP ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Youth for Good: การช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย” ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ สตรี คนพิการ และกลุ่มผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การวิเคราะห์ปัญหาจริงจากประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบ และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม รวมไปถึงเรียนรู้การนำเสนอแนวคิด พร้อมออกแบบแนวทางแก้ไขโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารได้ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้คำปรึกษาเชิงลึกและร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงานเยาวชนในกิจกรรม เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไอเดียที่จะช่วยร่วมสร้างสังคมที่ดีกว่าไปด้วยกัน ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมในโครงการ AFTERKLASS Business KAMP ปีที่ 6 จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ช่วงการแข่งขันรอบ Problem Cracking ตั้งแต่วันที่ 4-15 ตุลาคม 2568 เปิดโอกาสให้ 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ วิเคราะห์ และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมจากปัญหาจริงในสังคม รวมทั้งได้รับประสบการณ์จริงในการนำเสนอไอเดียต่อคณะกรรมการในรูปแบบออนไลน์ เพื่อคัดเลือก 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบ AI Hackathon…
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปันน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนทั่วไป และฝ่ายขายของบริษัทฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน ไทย- กัมพูชา ในครั้งนี้ โดยบริษัทฯ ได้มอบถุงยังชีพ ให้แก่ศูนย์สนับสนุนการอพยพประชาชน และพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงสำนักงานตัวแทนของบริษัทฯ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อกระจายไปยังประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทฯ ขอแสดงความห่วงใย และส่งกำลังใจให้แก่ทุกท่านที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้
