Author: staff

อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จุดกระแสครั้งใหญ่ เขย่าตลาดประกันชีวิตไทย เปิดตัวแคมเปญ “ตรงไป ตรงมา” สร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดประกันชีวิต เน้นการสื่อสารที่โปร่งใสและเข้าใจง่าย ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่กล้าท้าทายวิธีคิดเดิม พร้อมยกระดับสู่นวัตกรรมการตลาดที่แตกต่าง ด้วยการเปลี่ยนจุดขายจากการพูดถึงเพียงผลประโยชน์ เป็นการอธิบายเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมา มุ่งสร้างประสบการณ์ที่โปร่งใส จริงใจ และเชื่อถือได้อย่างแท้จริง นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย การสื่อสารส่วนใหญ่ยังคงเป็นการมุ่งขายที่ผลประโยชน์และความคุ้มครองเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ซื้อ แต่หลายครั้งละเลยการสร้างความเข้าใจที่ครบถ้วนกับลูกค้า ผลที่เกิดขึ้นคือ เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิ์ความคุ้มครอง หลายคนพบเจอเงื่อนไขที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน จนนำไปสู่ความผิดหวังและสร้างภาพลบต่อทั้งอุตสาหกรรม อลิอันซ์ อยุธยา เชื่อว่า ‘เงื่อนไข’ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประสบการณ์ลูกค้า หากไม่ทำให้เข้าใจตั้งแต่ต้น ต่อให้ผลิตภัณฑ์คุ้มครองดีเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้อย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรากล้าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่สื่อสารเรื่องเงื่อนไข เพราะความตรงไปตรงมาไม่ใช่เพียงแคมเปญชั่วคราว แต่คือ คุณค่าหลักที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด การสื่อสารในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่คือการตอกย้ำและยกระดับสิ่งที่เราเชื่อมั่นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราคือการสร้างมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใสในธุรกิจประกันชีวิตไทย สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้ลูกค้า และยืนยันบทบาทผู้นำของอลิอันซ์ อยุธยาในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่ความยั่งยืน” แคมเปญ “ตรงไป ตรงมา” ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการตระหนักรู้เรื่อง “การอ่านเงื่อนไข” อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการสร้างปรากฏการณ์บนสื่อกลางแจ้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดประกันชีวิตไทย ด้วยการนำ “เงื่อนไขประกัน” ขึ้นไปปรากฏบนบิลบอร์ดยักษ์ใจกลางกรุงเทพฯ ในรูปแบบที่ใหญ่และสะดุดตาที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสิ่งที่มักถูกมองข้าม จากนั้นสานต่อด้วยฮีโร่หลักของการสื่อสาร นั่นคือภาพยนตร์โฆษณาที่สะท้อนบทบาทของ “ตัวแทน” ในการเป็นผู้เชื่อมโยงความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะปิดท้ายด้วยการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อย้ำให้เห็นชัดว่า การอ่านเงื่อนไขคือหัวใจสำคัญก่อนการเลือกซื้อประกัน ภาพยนตร์โฆษณาในแคมเปญ “ตรงไป ตรงมา” ถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนความจริงของผู้บริโภค ผ่านเหตุการณ์ที่หญิงสาวคนหนึ่งนัดพบตัวแทนขายประกันในร้านกาแฟ ด้วยความตั้งใจเพียงจะรีบเซ็นเอกสารให้จบโดยไม่สนใจรายละเอียด แต่แทนที่ตัวแทนจะเร่งรัดการขาย กลับขอให้เธออ่านและซักถามเงื่อนไขทุกข้อให้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยตัวแทนสื่อสารอย่าง “ตรงไป ตรงมา” ว่า หากเราทำทุกอย่างถูกต้องในวันนี้ ในวันข้างหน้า ลูกค้าก็จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์โดยไม่ต้องกังวล บทสนทนาอันตรงไปตรงมานี้ ทำให้หญิงสาวเริ่มเปิดใจและรับฟัง ก่อนจะหยิบกรมธรรม์ขึ้นมาอ่านด้วยตัวเอง และค้นพบว่าการทำประกันไม่ใช่เพียงการเชื่อใจใครสักคน แต่ต้องมาจากการเข้าใจข้อมูลอย่างถ่องแท้ หนังจบลงด้วยรอยยิ้มที่สะท้อนความมั่นใจของทั้งสองฝ่าย ตอกย้ำสารสำคัญว่า “ทุกอย่าง…ต้องตรงไป ตรงมา” เพราะความโปร่งใส คือรากฐานของความไว้วางใจที่แท้จริงระหว่างลูกค้าและบริษัทประกัน…

Read More

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดยพลตำรวจเอกพรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ประธานมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมตอกย้ำความสำคัญของการตอบแทนสังคมและพันธกิจด้าน ESG มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล มอบเงินสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างต่อเนื่อง นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการสนับสนุนว่า เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ควบคู่ไปกับนโยบายการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะในมิติ Social (S) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในสังคม ผ่านการสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ประจำปี 2568 รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,634,654.33 บาท ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1. โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 20 ทุน ทุนละ 34,200 บาท รวมเป็นเงิน 684,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสและการเข้าถึงทางการศึกษาให้กับเยาวชน ตลอดจนเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ 2. โครงการก่อสร้างอาคารเรียนอนุบาล โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฮียงไทยธำรงค์ ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมเป็นเงิน 950,654.33 บาท เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ทันสมัย และเอื้อต่อการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย อันเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือเด็กนักเรียน ตชด. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และพัฒนาสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การตอบแทนสังคมและการสร้างความเท่าเทียม ตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะในมิติ S (Social Responsibility) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พลตำรวจตรี วันชนะ ธรรมเสมา รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และพลตำรวจตรี เจนณรงค์ สมเสถียร ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน…

Read More

BKIH สตรองไม่แผ่ว 6 เดือนแรก ปี 2568 ทำกำไร 1,549.5 ล้านบาท จากที่บริษัทลูก BKI ทำรายได้จากการประกันภัยกว่า 15,735.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% และมีกำไรกว่า 1,544 ล้านบาท ​ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ BKIH ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 (เม.ย.-มิ.ย.) มีกำไรสุทธิ 978.2 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.5 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 9.19 บาท สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนของปี 2568 บีเคไอ โฮลดิ้งส์ มีรายได้จากการประกันภัย 15,735.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,549.5 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.6 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 14.55 บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลประกอบการของไตรมาสที่ 2 ปี 2568 แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 3.75 บาท ในวันที่ 5 กันยายน 2568 และเมื่อรวมกับเงินปันผลไตรมาสที่ 1 เท่ากับจ่ายเงินปันผล 6 เดือนแรกของปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น 7.50 บาทต่อหุ้น​ ในส่วนของบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักของบีเคไอ…

Read More

กลุ่มอมตะ แจงผลงานครึ่งปีแรก 2568 กวาดรายได้รวมแตะ 5,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ทำกำไรสุทธิพุ่งแตะ 969 ล้านบาท เติบโต 40% รับแรงหนุนจากยอดโอนที่ดินเพิ่มขึ้นกว่า 41% และส่วนแบ่งกำไรธุรกิจโรงไฟฟ้า อวดยอด Backlog แน่น 25,034 ล้านบาทโตต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจแม้เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของ ปี 2568 บริษัทฯ สามารถทำรายได้รวม 5,765 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีรายได้รวม 5,457 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 969 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยแบ่งเป็นธุรกิจขายที่ดินที่มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 41% อยู่ที่ 2,867 ล้านบาท จากการโอนที่ดินรวม 450 ไร่ (ไทย 371 ไร่ และเวียดนาม 79 ไร่) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 52% จาก 49% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันบริษัทมี backlog รอการโอนสูงถึง 25,034 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต ส่วนการให้บริการด้านสาธารณูปโภค ยังเป็นฐานรายได้มั่นคง อยู่ที่ 2,283 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปีก่อนก็ตาม แต่ยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับดีขึ้น เป็น 19% ส่วนธุรกิจโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ามีรายได้ 501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% อัตราการเช่าสูงกว่า 77% สะท้อนดีมานด์ที่ต่อเนื่อง จากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ธุรกิจพลังงานเป็นแรงขับเคลื่อน กำไรของอมตะ…

Read More

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการประยุกต์ใช้ AI ระดับองค์กร (AI-Led Enterprise Digital Transformation) นำโดย นายสรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่พัฒนาประสบการณ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการหล่อหลอมและปลุกปั้นเยาวชนสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคตที่มีศักยภาพโดดเด่น สามารถหยิบยกและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขที่สามารถปรับใช้้ได้จริง เพื่อเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ จึงริเริ่มโครงการ ‘Boost: The Transformation Program’ ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำแห่งอนาคตให้แก่นักศึกษาฝึกงาน ที่มีศักยภาพสูง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของ ‘บลูบิค’ ในฐานะองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยมีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการยกระดับคุณภาพทรัพยากรบุคคลของประเทศ โครงการ ‘Boost: The Transformation Program’ มีกระบวนการเฟ้นหาเยาวชนที่มีความสามารถ อย่างเข้มข้น ภายใต้หลักเกณฑ์ Boost + (บูสต์ พลัส) ประกอบด้วย – Breakthrough Thinking การเป็นผู้นำที่ไม่ได้คิดแบบผิวเผิน แต่ต้องมีกระบวนการคิดแบบเชิงลึก – Ownership in Action การเป็นผู้นำที่พร้อมลงพื้นที่จริง และบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี – Orbiting Empathy การเป็นผู้นำที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาด้วยโซลูชันที่ดีที่สุด – Storytelling that Moves การเป็นผู้นำที่มีทักษะการเล่าเรื่องที่ดี สามารถหยิบยกประเด็นที่กระตุ้นให้สังคมเกิดความสนใจและตระหนักรู้ – Transformative Execution การเป็นผู้นำที่พร้อมส่งมอบชิ้นงานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและสร้าง อิมแพ็คให้กับสังคม แม้ต้องดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด – + Belonging & Team Energy การเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการบริหารจัดการทีม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสำเร็จไปด้วยกัน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้คัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความสนใจและ ความโดดเด่นด้านธุรกิจและเทคโนโลยี จำนวน 15 คน จากทั้งหมด 200 คน เข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคสังคม…

Read More

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน Thailand Focus 2025 ซึ่งเป็นงาน flagship ประจำปีที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด Beyond the Challenges ชูความโดดเด่นและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในการก้าวข้ามความท้าทาย สู่โอกาสการลงทุนใหม่ เพิ่ม Visibility ให้กับบริษัทจดทะเบียนไทยสู่สายตาผู้ลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตลาดทุนร่วมให้ข้อมูลโดยตรงแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของไทย การขับเคลื่อนภาคการเงินและตลาดทุนในช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญ การพลิกโฉมการท่องเที่ยวประเทศไทยสู่ความยั่งยืน การสร้างมูลค่าธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและการแพทย์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ รวมถึงโอกาสสำหรับภาคธนาคารใน virtual bank นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจดทะเบียนทุกขนาด ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ ร่วมนำเสนอข้อมูลศักยภาพธุรกิจและทิศทางการเติบโตผ่านการประชุมทั้ง Group meetings และ One-on-one งาน “Thailand Focus 2025: Beyond the Challenges” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) บล. เกียรตินาคินภัทร ร่วมกับ Bank of America Securities และ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานสัมมนาวันแรก 27 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00-16.00 น. ผ่านช่องทางออนไลน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ SET Website, Facebook & Youtube : SET Thailand ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.set.or.th/thailandfocus

Read More

นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ยืนยันว่า การปรับกฎเกณฑ์วิธีคำนวณดอกเบี้ยเช่าซื้อจากแบบคงที่ (Flat Rate) เป็นแบบลดต้นลดดอก (Effective Interest Rate : EIR) จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและแผนธุรกิจของบริษัท เนื่องจาก SAWAD ได้มีการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามวิธี EIR อยู่แล้วตามมาตรฐานบัญชี “ศรีสวัสดิ์ยังคงเดินหน้าบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ควบคู่กับการขยายบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการสร้างระบบสินเชื่อที่เป็นธรรมและยั่งยืน” นางสาวธิดากล่าว

Read More

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันบูรณาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ในการเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจในภาคการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิต การแปรรูป การเพิ่ม ผลผลิต การตลาด ป้องกันบรรเทาปัญหาของเกษตรกร และการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากงานบริการด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงการรับรองมาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่งคงและยั่งยืน ซึ่ง ธ.ก.ส. จะสนับสนุนด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน บริการทางการเงิน พร้อมด้วยองค์ความรู้การประกอบธุรกิจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยมีนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. และ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้ลงนาม นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่วิสัยทัศน์ในการเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการยกระดับลูกค้าให้มีความแข็งแรง ตามแนวทางในการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ด้วยการสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับ วว.มาอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรม การสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เช่น การสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้วยการ Repackage และ Redesign พัฒนาและยกระดับสินค้าของลูกค้าเพื่อสร้างแบรนด์ชุมชนไปสู่การเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Glam Agro) โดยความสำเร็จล่าสุดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน คือ ผลิตภัณฑ์ข้าวพร้อมทานตรา “อุ่นอิ่ม” จากสหกรณ์การเกษตร เพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต.ร้อยเอ็ด) ซึ่งเกิดขึ้นจากการวิจัยและเทคโนโลยีการแปรรูปด้วยมาตรฐานความปลอดภัยผ่านกระบวนการนำผลผลิตข้าวสารหอมมะลิ GI ทุ่งกุลาร้องไห้ไปสู่การเป็นข้าวพร้อมทาน โดยใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน (Retort Technology) จนนำมาสู่ข้าวพร้อมทานคุณภาพดี อร่อย ได้มาตรฐาน…

Read More

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ได้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2568 ของคณะกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ โดยมีนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะรองประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งเป็นการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้แต่งตั้งนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ แทนนายวิทัย รัตนากร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งได้ลาออกจากการเป็นประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งนี้ นายฉัตรชัย จะดำรงตำแหน่งอยู่ในระยะเวลาเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน (ถึงวันที่ 30 เมษายน 2570) เพื่อร่วมสานต่อยุทธศาสตร์ของสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาประเทศ ตลอดจนเป็นกลไกขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลต่อไป

Read More

ธนาคารกสิกรไทย ปักธงผู้นำนวัตกรรมการเงิน เดินหน้ายกระดับระบบการเงินไทยสู่ยุคใหม่ เปิดตัวการทดสอบ “Q Wallet” กระเป๋าเงินดิจิทัลที่พัฒนาจากเทคโนโลยีบล็อกเชน พลิกโฉมระบบการชำระเงินไร้พรมแดน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและร้านค้าไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในประเทศไทย สามารถนำ USDC แลกเปลี่ยนเป็น THBS (Programmable Payment) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกลไกการรักษามูลค่าในรูปแบบเงินฝากสกุลบาทที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการในประเทศไทยได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้ชำระเงินผ่านระบบ THAI QR Payment กับร้านค้าได้ ไม่ต้องมีบัญชีธนาคารในประเทศ เพื่อส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไร้เงินสด มุ่งยกระดับบริการทางการเงินของไทยสู่ระดับสากล ดร. กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยได้มีการเริ่มทดสอบ Q-money ซึ่งเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (E-money on Blockchain) ใน Regulatory Sandbox ในปีที่ผ่านมา โดยใช้ Quarix เป็นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งพัฒนาโดย บจก.ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชั่น (Orbix Technology) ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย และล่าสุดได้นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็น “Q Wallet” ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยตอบโจทย์ทั้งลูกค้าชาวไทยด้วย Q-money ที่สามารถโอนและชำระเงินผ่านการ Scan QR ได้ และนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย THBS ให้สามารถใช้จ่ายในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย คล่องตัว และไม่ต้องเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศไทย รองรับไลฟ์สไตล์ยุคการเงินไร้พรมแดน พร้อมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยสู่ระดับสากล ภายใต้การทดสอบของ Enhanced Regulatory Sandbox และ Digital Asset Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง สำหรับการใช้งาน Q Wallet ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถใช้ THBS ชำระเงินผ่าน THAI QR Payment กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แห่ง ในพื้นที่ที่กำหนด ครอบคลุมหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม ร้านสปา…

Read More