นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมานักลงทุนส่วนใหญ่มักจะเลือกลงทุนในกองทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเป็นก้อนใหญ่ หรือเป็นแบบครั้งเดียวในช่วงปลายปี แต่อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนบางท่านที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างใกล้ชิด จึงอาจทำให้เสียโอกาสการลงทุนที่ดีในช่วงเวลาที่เหมาะสม ประกอบกับสถานการณ์การลงทุนที่ยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ จึงได้แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือที่มักได้ยินคำว่า“DCA” ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยคัดสรร 2 กลุ่มกองทุนรวมเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมกับการลงทุนแบบ DCA ประกอบด้วย กลุ่มกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แนะนำ 4 กองทุน ได้แก่ (1) กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF2) (ความเสี่ยงระดับ 4) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศที่ผู้ออก/รับรอง/อาวัลมีความมั่นคงและมีความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ และตราสารหนี้อื่น ๆ รวมทั้งเงินฝาก โดยมองว่าแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายโลกเป็นขาลงหลังจากที่คงในระดับสูงมานาน ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายในประเทศน่าจะอยู่ในทิศทางทรงตัว และมีโอกาสปรับลดลงในอนาคต ทำให้ผลตอบแทนในประเทศอาจจะปรับไปในทิศทางเดียวกับผลตอบแทนต่างประเทศ และ (2) กองทุนเปิดกรุงไทยผสมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF1) (ระดับความเสี่ยง 5) มีนโยบายกระจายลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือเงินฝาก จากการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีหลังจากความเสี่ยงหลายด้านคลี่คลายไป รวมถึงการมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย ไม่ว่าจากนักลงทุนต่างชาติ หรือกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศอย่างทิศทางดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้อาจเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดเอเชีย และอาเซียน ซึ่งในเชิง Valuation (P/E) ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (3) กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ (KT-WEQ RMF) (ระดับความเสี่ยง 6) เน้นลงทุนใน AB Low Volatility Equity Portfolio (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐาน มีความผันผวนต่ำ ที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะ Soft Landing ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังเติบโตต่อไปในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องภาวะถดถอยยังจะปะทุกลับมาเป็นครั้งคราว อาจจะทำให้ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ และอีกหนึ่งกองทุนคือ (4) กองทุนเปิดเคแทม ยูเอส โกรท อิควิตี้…
Author: staff
บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงานประชุมผู้บริหารฝ่ายขาย Agency Kick Off 2025 ภายใต้แนวคิด “Agents of Tomorrow” เพื่อรวมพลังทีมฝ่ายขายจากทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจในก้าวสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยงานจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2568 ณ ห้องเมฆา บอลรูม โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณธฤทธิ์ พรหมนารถ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต เป็นประธานเปิดงาน และแถลงนโยบายสำคัญ รวมถึงแนวทางการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ประจำปี 2568 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมศักยภาพและคุณภาพของตัวแทนประกันชีวิต รวมถึงผลักดันให้ตัวแทนฯ ประสบความสำเร็จในระดับสากล ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงประกันชีวิต ได้แก่ • คุณจรุง เชื้อจินดา รองผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันชีวิตไทย • คุณกรัณยพร ถนอมทรัพย์ อุปนายกสมาคม GAMA Thailand ฝ่ายวิชาการ • คุณกฤษณ์ วณิชเดโชชัย ผู้อำนวยการฝ่ายหลักสูตร สมาคม THAIFA ทั้งสามท่านได้ร่วมแบ่งปันแนวคิด และเคล็ดลับสำคัญในการเป็นตัวแทนประกันชีวิตที่ประสบความสำเร็จ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาตัวแทนฯ ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจยุคใหม่เสริมแรงบันดาลใจสู่การเป็นตัวแทนประกันชีวิตมืออาชีพ ในโอกาสนี้ ฟิลลิปประกันชีวิตได้เน้นย้ำถึงพันธกิจในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ตัวแทนฯ ทุกคน โดยยกระดับความสำคัญของบทบาทตัวแทนประกันชีวิตให้เป็นมากกว่างาน แต่เป็นการมอบคุณค่าและสร้างความมั่นคงให้แก่ลูกค้า คุณธฤทธิ์ พรหมนารถ กล่าวในงานว่า “ตัวแทนประกันชีวิตไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายกรมธรรม์ แต่เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงและความมั่นคงให้แก่สังคม ฟิลลิปประกันชีวิตพร้อมที่จะมอบความรู้ ทักษะและแรงบันดาลใจที่จะช่วยให้ทุกคนก้าวข้ามทุกข้อจำกัด เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในการเป็นนักขายมืออาชีพ” นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมสนับสนุนความสำเร็จของฝ่ายขาย เช่น การเข้าร่วมคุณวุฒิการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ อาทิ Annual Convention 2025 และ MDRT 2026 เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการเติบโตขององค์กร ฟิลลิปประกันชีวิต ยังคงยึดมั่นในพันธกิจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพฝ่ายขายทั่วประเทศให้ มีความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งมอบคำแนะนำที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพื่อก้าวสู่อนาคตที่สดใส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPH บริษัท Insurance and Finance เจ้าแรกของประเทศไทย จับมือกับ บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 Tech company ครบวงจร ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ เปิดตัว บริษัท ฮอไรซอน ที 8 จำกัด “HoriXonT8” หรือ “T8” เพื่อยกระดับ Insurance Ecosystem ให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย ด้วย AI-Powered Digital Transformation เสริมศักยภาพพันธมิตรด้านนวัตกรรมประกันภัยทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน ด้วยบริการที่ตอบสนองความต้องการแบบ MORE + Better + Faster ของ HoriXon T8 ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ด้านสภาพแวดล้อม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมประกันภัยก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ โดย Insurance Ecosystem ถือเป็นระบบนิเวศสำคัญ ทั้งในมิติของบริษัทประกันภัย, ตัวแทน/นายหน้า และคู่ค้า ตลอดจนผู้ให้บริการนอกอุตสาหกรรม เช่น สถาบันการเงิน, สถานพยาบาล, E-commerce และ Market Place ต่าง ๆ เราจึงเล็งเห็นโอกาสเพื่อปลดล็อคข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านประกันภัยในรูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลาย รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นแบบไร้รอยต่อ ช่วยให้เราสามารถขยายฐานลูกค้าและเปิดตลาดใหม่ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์กว่า 72 ปีของทิพยประกันภัย ที่มีความเข้าใจในระบบประกันภัยและความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า การร่วมมือกับ BE8…
ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย นำทีมเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ร่วมสัมมนาแผนงานประจำปี 2568 (TGIA Strategic Planning Seminar 2025) ภายใต้แนวคิด “The Power Of Connect” เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์การดำเนินงานที่เสริมสร้างความร่วมมือภายในองค์กรให้มีทิศทางที่ชัดเจนเป็นระบบในการพัฒนาสมาคมฯ ให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมจัดกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของสมาคมฯ ในการส่งเสริมความยั่งยืน 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะชุมชนบ้านไผ่ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2568 ณ โรงแรมอีสติน รีสอร์ท ระยอง
นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2025” โซนภาคกลางและภาคตะวันตก โดยมี นายอนุสรณ์ ตรียะเวชกุล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 (ภาคกลางและภาคตะวันตก) นำคณะผู้บริหาร และบุคลากรในสังกัด รวมถึงกลุ่มคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 130 คน เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดี ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทและกลุ่มคู่ค้า และร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ สนาม Grand Prix Golf Club อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งนี้ จากเสียงตอบรับอันดีของการจัดการแข่งขันกอล์ฟเป็นรูปแบบทัวร์นาเมนต์ ภายใต้ชื่อ “Viriyah Invitational Golf Tournament” ในปีที่ที่ผ่านมา และในปี 2568 นี้ บริษัทฯ จึงยังคงสานต่อการจัดกอล์ฟทัวร์นาเมนต์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กิจกรรมนี้เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของวิริยะประกันภัยในการสนับสนุนกลุ่มคู่ค้าในทุกมิติ ซึ่งการแข่งขันครั้งถัดไป จะถูกจัดขึ้นที่สนามกอล์ฟโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และส่งไม้ต่อไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ในเดือนถัด ๆ ไป จนสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันครบทั้ง 6 โซน 6 ภูมิภาค
ปี 2567 พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นปีที่โดดเด่นสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง แม้จะเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลก ดัชนี MSCI World ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 แม้แต่จีนที่ยังคงเผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา หุ้นจีนก็สามารถพลิกฟื้นจากการขาดทุนในปีก่อนหน้า โดยปิดการซื้อขายด้วยผลตอบแทนร้อยละ 20 ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ว่าดัชนี S&P 500 จะปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62 นับตั้งแต่ต้นปี 2566 แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในปี 2568 สำหรับภาวะเศรษฐกิจ ยังคงแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ แม้ในช่วงเวลาของนโยบายการเงินที่เข้มงวด ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และจะคงอัตราดอกเบี้ยไปตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นการปรับนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทรัมป์ 2.0: โอกาสและความเสี่ยง การได้รับเลือกตั้งอีกครั้งของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา คาดว่าจะสร้างแรงหนุนเพิ่มเติมให้กับเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายสำคัญๆ ได้แก่ มาตรการลดภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบ การกำหนดภาษีศุลกากร และการปฏิรูปการเข้าเมือง พระราชบัญญัติการลดภาษีและการจ้างงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การลดภาษีของทรัมป์” มีแนวโน้มว่าอาจจะได้นำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของผล ประกอบการบริษัทและการลงทุนในสหรัฐฯ นอกจากนี้การผ่อนคลายกฎระเบียบจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมในภาคพลังงานและการเงิน อย่างไรก็ตาม บางส่วนของพระราชบัญญัติการลดเงินเฟ้อที่ให้เงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนอาจถูกยกเลิก การใช้มาตรการกำแพงภาษีศุลกากรซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกจะขยายวงกว้างขึ้น ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณจัดเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 25 สำหรับเม็กซิโกและแคนาดา และเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 10 ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ทรัมป์ได้เสนอให้เก็บภาษีนำเข้าจากจีนในอัตราร้อยละ 60 และร้อยละ 10 สำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ การบังคับใช้กำแพงภาษีแบบครอบคลุมนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากไม่สามารถทดแทนการนำเข้าทั้งหมดได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อันเป็นต้นทุนทางการเมือง ดังนั้น การบังคับใช้ขั้นสุดท้ายน่าจะมีความละเอียดอ่อนและทยอยดำเนินการมากกว่า มาตรการภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญ ในปี 2566 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้การใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีนตั้งแต่ปี 2561 ยังไม่สามารถลดขาดดุลได้อย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการสินค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมีมาตรการยกเว้นภาษีหลายประการ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าการขาดดุลการค้าดังกล่าวอาจสูงมากขึ้น หากพิจารณาผลกระทบจากการเบี่ยงเบนการค้าของจีนที่ส่งออกผ่านประเทศอื่นๆ ไปยังสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโกและเวียดนาม ความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ: ผลกระทบที่กระจายไปยังกลุ่มล่างน้อยลง จากสถิติที่ผ่านมา…
กบข. ลงนามแต่งตั้ง 3 บลจ. ประกอบด้วย บลจ.กรุงศรี บลจ.วรรณ และ บลจ. ทิสโก้ เป็นผู้จัดการกองทุนตราสารทุนไทย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่สมาชิก นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนตราสารทุนไทย จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เพื่อบริหารกองทุนย่อยของ กบข. แบบเฉพาะเจาะจง (Specialized Fund) ประเภทตราสารทุนไทย มีมูลค่ากองทุนที่ต้องบริหารประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยการคัดเลือกผู้จัดการกองทุนฯ ของ กบข. ได้พิจารณาหลักเกณฑ์จากความมั่นคงและบุคลากรขององค์กรที่มีความสามารถในการบริหารกองทุน รวมไปถึงมีกระบวนการ ระบบงานและกลยุทธ์การลงทุน ที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดี อีกทั้งยังให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ทั้งนี้สัญญาผู้จัดการกองทุนฯ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 มีอายุสัญญา 3 ปี นายทรงพล กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า กบข. ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานของผู้จัดการกองทุน โดยจัดสรรการลงทุนให้สอดคล้องกับสัดส่วนที่ กบข. กำหนดตามรูปแบบการลงทุน (Mandate) ประเภทตราสารทุน บริหารเงินลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าตัวเทียบวัดที่กำหนดไว้ คือ ดัชนี SET50 Free Float Total Return (SET50FF TRI) ซึ่งการใช้ตัวเทียบวัด SET50FF TRI แทนตัวเทียบวัด SET50 เดิม มีความเหมาะสมกว่า และมีการคำนึงถึงสภาพคล่องของหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้จริง สะท้อนความเสี่ยงและปัจจัยการลงทุน จึงนำมาเป็นตัวเทียบวัดสำหรับนักลงทุนสถาบันอย่าง กบข. ทั้งนี้ กบข. มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) 1.40 ล้านล้านบาท (ณ 30…
ธนชาตประกันภัย ขานรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม “คู่รักทุกเพศ” จดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย เปิดกว้างและบอกลาทุกข้อจำกัด ให้ทุกคู่สมรสมีสิทธิเท่าเทียม รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ประกันภัย ให้ความยินยอมการรักษาพยาบาล และดูแลบุตรบุญธรรมร่วมกัน ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศเพื่อสังคมที่ยั่งยืน นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนชาตประกันภัย กล่าวแสดงความยินดีกับความรักและความสุขที่เท่าเทียมของคู่สมรสทุกเพศ ที่ได้สิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสิทธิการจดทะเบียนสมรส, สิทธิจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส, สิทธิเป็นผู้จัดการแทน, สิทธิรับมรดก, สิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐ, สิทธิรับบุตรบุญธรรม, สิทธิเซ็นยินยอมให้รักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิด้านการประกันภัย ที่เปิดกว้างสิทธิความเท่าเทียมให้กับคู่สมรสทุกเพศเช่นเดียวกัน ทั้งการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพและชีวิตให้กับคู่สมรส เพื่อรับความคุ้มครองและรับสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ดูแลทุกความเสี่ยงในทุกช่วงชีวิต และยังสามารถระบุ “คู่สมรส” เป็นผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันภัยได้ทุกประเภท โดยใช้ทะเบียนสมรสเพียงฉบับเดียว นอกจากนี้ ยังมีประกันภัยที่พร้อมดูแลและให้ความคุ้มครองสุขภาพของบุตรตามกฎหมายของทุกคู่สมรสอีกด้วย “ธนชาตประกันภัย เชิญชวนคู่รักทุกเพศส่งมอบความคุ้มครองด้านประกันภัยให้กันและกัน เพื่อเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตคู่ด้วยความอุ่นใจกับ “ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล พีเอ แทนรัก” พร้อมให้ความคุ้มครองทุกความเสี่ยง ดูแลให้ครบทั้งค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุหรือจากการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคไข้เลือดออก เงินชดเชยรายวันกรณีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุ มีเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลังกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทั้งนี้ยังมีเงินช่วยเหลือค่าปลงศพ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากการเจ็บป่วย สามารถซื้อประกันอุบัติเหตุให้ทั้งตัวเอง คู่สมรส และบุตรตามกฎหมายของทั้งคู่ได้อีกด้วย โดยซื้อง่ายๆ ผ่าน แอปพลิเคชัน ทีทีบี ทัช (ttb touch) เพราะเข้าใจในความหลากหลาย ธนชาตประกันภัยพร้อมดูแลและยินดีที่จะมอบการให้บริการที่ดีที่สุดให้กับทุกคู่สมรส” นางวิชินี ยังได้กล่าวย้ำจุดยืนของธนชาตประกันภัย ในการส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ โดยการสนับสนุนสมรสเท่าเทียม เพื่อเปิดประตูสู่ความเท่าเทียมในชีวิตคู่ ให้คู่สมรสทุกเพศมีสิทธิเข้าถึงการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างเสมอภาคกัน นำไปสู่แนวทางอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติ ตระหนักและเห็นถึงคุณค่าของทุกคน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืนต่อไป…/
บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณวิลาวัลย์ วรุตพิพัฒน์ Chief People Officer (CPO) ตระหนักดีว่าบุคลากรทุกคนเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ จึงมุ่งมั่นดูแลพนักงานด้วยความรักและใส่ใจในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการสร้างพลังบวกเพื่อนำไปสู่การทำงานและการใช้ชีวิตที่มีความสุข ดังนั้น จึงได้จัดกิจกรรม OCEAN FORUM ต้อนรับปีใหม่ 2568 ภายใต้หัวข้อ “Happy New You” โดยได้รับเกียรติจาก “ดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล” ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดที่ช่วยสร้างพลังใจและแรงบันดาลใจให้พนักงานทุกคนสามารถพัฒนาตนเอง ก้าวข้ามอุปสรรค และเติมเต็มพลังบวกในการทำงานและใช้ชีวิตด้วยแนวคิด “รอให้เป็น เย็นให้ไหว คิดให้ได้ สื่อสารเป็น เห็นคุณค่าของการให้ และไม่ประมาทความเปลี่ยนแปลง” พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ไปยังสาขาทั่วประเทศ OCEAN LIFE ไทยสมุทร มุ่งมั่นสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรัก ตาม OCEAN LIFE CORE VALUE ที่ยึดถือปฏิบัติ ได้แก่ รักลูกค้า รักทีม รักความยั่งยืน รักการเรียนรู้ และรักในอาชีพ เพื่อผลักดันให้บุคลากรและองค์กรก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมมุ่งมั่นทำให้การประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิตมากที่สุด สามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคง มั่นใจ ปลอดภัย และมีความสุข สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ocean.co.th หรือ ติดต่อ OCEAN LIFE CONTACT CENTER 1503
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงจะถูกเพ่งเล็งจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย Trump 2.0 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน จากการที่สหรัฐฯ เสียเปรียบทางการค้ากับไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลการค้าของไทยสูง ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท จำนวนคำสั่งมาตรการ AD และ CVD ในหลายประเภทสินค้าสูงกว่าคู่เทียบ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคู่ค้ารายอื่น ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ นำมาเป็นข้อต่อรองในการพิจารณาขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าระลอกใหม่ ส่งผลให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกกดดันให้เปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรที่สำคัญเพิ่มเติม อาทิ เนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้ไทยอาจถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐฯ หลังได้เปรียบการค้าสูงเป็นอันดับสองของอาเซียน นับตั้งแต่สงครามการค้าระลอกแรก (Trump 1.0) ในปี 2561 อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่น่าจับตามองอย่างมาก หลังได้อานิสงส์จากการที่จีนใช้อาเซียนเป็นฐานในการเปลี่ยนเส้นทางการค้า รวมถึงย้ายฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น จึงทำให้หลายประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1-2 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนสงครามการค้าในปี 2560 โดยเฉพาะเวียดนามที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า สำหรับปี 2568 สงครามการค้าครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงภายใต้ผู้นำสหรัฐฯ คนเดิมสมัยที่ 2 อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ (นโยบาย Trump 2.0) คาดว่าจะสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดการเงินและการค้าโลกอีกระลอก โดยทรัมป์มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายให้เอื้อต่อการแข่งขัน การลดภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล การจัดการปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และที่สำคัญคือ การประกาศกีดกันทางการค้าผ่านการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 60-100% เมื่อเทียบกับสงครามการค้าระลอกแรกที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเฉลี่ย 21.5% อีกทั้งยังมีแผนจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่มาจากประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก 10-20% จากเดิมที่เก็บในอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยเพียง 3% ttb analytics มองว่า การที่ทรัมป์ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งสหรัฐฯ อยู่ระหว่างแต่งตั้งคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (The United States Trade Representative…
