เคทีซี ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ SMEs ตอกย้ำจุดยืนในการทำธุรกิจสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” สร้างโอกาสสนับสนุนคนไทยที่มีความฝันและสนใจจะเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ แต่ยังขาดแหล่งเงินทุน สามารถสมัครสินเชื่อรถแลกเงิน เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่เชื่อถือได้ วงเงินใหญ่อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที ด้วยวงเงินใหญ่สูงสุด 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน นางสาวเรือนแก้ว เกษมสวัสดิ์ศรี ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อรถยนต์ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “เรามองเห็นศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์ในฐานะโมเดลที่ช่วยสร้างโอกาสให้กับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ แต่ยังขาดเงินทุนก้อนใหญ่ สินเชื่อรถแลกเงิน “เคทีซี พี่เบิ้ม” ยินดีจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้กำลังมองหาอาชีพเสริม หรืออยากมีธุรกิจเป็นของตนเองได้สานฝันตนเองให้เป็นจริง โดยผู้ที่ขอสินเชื่อยังสามารถนำรถยนต์ที่เป็นหลักประกันไปใช้ขับได้ตามปกติ ล่าสุดเราได้ร่วมกับ 2 แฟรนไชส์แบรนด์คนไทยที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอย่าง “ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด” และธุรกิจรับ-ส่งไปรษณีย์ “แตงไทย โพสต์” สนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจ สามารถติดต่อขอสินเชื่อผ่านช่องทางของทั้งสองธุรกิจแฟรนไชส์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เราเชื่อว่าการร่วมมือครั้งนี้จะมีส่วนช่วยสานโอกาสเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งและเติบโตไปด้วยกัน” นายสารัช วัฒนกูล ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อร่อยระเบิด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด กล่าวว่า “ธุรกิจแฟรนไชส์ของเราเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจง่ายๆ ลงทุนน้อยและคืนทุนไว โดยมุ่งเน้นสร้างอาชีพให้คนมีรายได้หลักและรายได้เสริม การที่ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เข้ามาสนับสนุนในเรื่องเงินทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับคนที่มีรถยนต์และปลอดภาระ แต่มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ เรามั่นใจว่าการร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มให้คนไทยประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้เร็วขึ้น มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งรูปแบบการลงทุนกับแฟรนไชส์ไจแอ้นฯ มีให้เลือกกว่า 14 แบบ เริ่มต้นตั้งแต่ชุดทดลองขายที่มีราคาหลักพัน จนถึงร้านขนาดใหญ่ที่จัดเต็มในทุกฟังก์ชั่นในการช่วยซัพพอร์ตการขาย ซึ่งมีราคาหลักแสนด้วยกัน” นายอัฒพล รอดขำ กรรมการผู้จัดการ แบรนด์แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชน แตงไทยโพสต์ กล่าวว่า “เราเลือกจับมือกับ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เพราะเล็งเห็นว่าสินเชื่อรถแลกเงินของเคทีซี มีความสะดวกและเหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนมองหาโอกาสสร้างรายได้เสริมหรือรายได้หลัก แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชน แตงไทยโพสต์พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่ด้วยระบบที่แข็งแกร่งและอบรมเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ แฟรนไชส์ไปรษณีย์ชุมชน แตงไทยโพสต์ เป็นไปรษณีย์ชุมชนที่ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ร้านบริการรับ-ส่งพัสดุให้กับหลายธุรกิจขนส่งในร้านเดียว ทั้งพัสดุที่จัดส่งภายในประเทศ 6 รายหลัก อาทิ ไปรษณีย์ไทย , FLASH Express , KEX…
Author: staff
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการทำหน้าที่เป็นผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพให้กับภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตาม โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่มีภูมิทัศน์เปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเกิดภัยธรรมชาติที่บ่อยขึ้นและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความท้าท้ายกับธุรกิจประกันภัยทั่วโลกรวมถึงธุรกิจประกันวินาศภัยไทย ในการกำหนดกลยุทธ์และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยการดำเนินธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความรู้รอบ ความรอบรู้ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกให้สามารถบริหารความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสจากภูมิทัศน์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความเสี่ยงอุบัติใหม่ที่ยากต่อการคาดการณ์และบริหารจัดการ ด้วยเหตุนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจและวิชาการประกันภัย จึงได้จัดสัมมนาการประกันภัย ครั้งที่ 29 ขึ้น ภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการความเสี่ยงอุบัติใหม่: ความท้าทายของธุรกิจประกันภัยในทศวรรษหน้า” นำเสนอความรู้ มุมมอง และแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงอุบัติใหม่ เพื่อให้ธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถทำหน้าที่เป็นผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการความคุ้มครองด้านประกันภัยของทุกภาคส่วนได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นแนวคิดเรื่องของความเสี่ยงด้านความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศซึ่งในรายงานความเสี่ยงระดับโลก The Global Risk Report 2025 ที่ World Economic Forum ได้จัดทำและเผยแพร่ล่าสุดระบุว่า เป็นความเสี่ยงที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมถึงความเสี่ยงเรื่องเทคโนโลยี AI ซึ่งถูกจัดอยู่ใน Top 5 ด้วยเช่นกัน และที่สำคัญคือเรื่องของการเตรียมความพร้อมด้านทุนมนุษย์ของธุรกิจประกันภัยให้เท่าทันต่อความเสี่ยงอุบัติใหม่ดังกล่าวด้วย สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ การจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤต เทคโนโลยี AI และทุนมนุษย์ มานำเสนอความรู้ ข้อมูลเชิงลึก และแนวคิด ที่ธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ประกอบด้วย รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ให้เกียรติมาบรรยายในหัวข้อ “2573 น้ำจะท่วมกรุงเทพจริงหรือ” คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ให้เกียรติมาบรรยายในหัวข้อ “การจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤต” คุณกฤติยาณี บูรณตรีเวทย์ ทนายความหุ้นส่วน (Partner) บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ที่ให้เกียรติมาบรรยายในหัวข้อ “โลก AI วันนี้และความท้าทายในวันหน้า” คุณชุติมา สีบำรุงสาสน์…
ทีเอ็มบีธนชาต ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยกำหนดซื้อหุ้นคืนรอบแรกด้วยวงเงิน 7,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นไปตามแผนการบริหารส่วนทุนเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสม ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงิน ภายใต้วงเงินรวมจำนวนไม่เกิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2570 โดยธนาคารจะดำเนินการซื้อหุ้นคืนในครั้งแรกด้วยวงเงิน 7,000 ล้านบาท จำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 3,500,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 3.6% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด กำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืนด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า การซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายโครงการที่อยู่ในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุน (Capital Management) ของธนาคาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาฐานะเงินกองทุนของธนาคารนับตั้งแต่รวมกิจการก็จะพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เป็นผลจากการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2567 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุน 19.3% ซึ่งสูงอยู่ในระดับเดียวกับธนาคารคู่เทียบ (D-SIBs) และสูงเกินจากเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นโอกาสให้ธนาคารสามารถปรับลดส่วนเกินดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากขึ้นได้โดยที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงและแผนธุรกิจของธนาคารในอนาคต อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น จึงเป็นที่มาของโครงการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตามการลดลงของมูลค่าทางบัญชีในส่วนของผู้ถือหุ้นและการลดลงของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ เทียบกับระดับ ROE ในปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2567 ที่ 9.0% และ EPS ที่ 0.22 บาท ขณะที่ประเมินว่าอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio) จะยังคงสูงกว่า 19% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการเติบโตสินเชื่อตามแผนธุรกิจ สำหรับวงเงินส่วนที่เหลืออีก 14,000 ล้านบาท ธนาคารจะกำหนดกรอบการซื้อคืนและระยะเวลาอีกครั้ง โดยจะพิจารณาให้เหมาะสมกับภาวะตลาดและมูลค่าหุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการซื้อหุ้นคืนในอีก 2 รอบที่เหลือจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นเช่นกัน นายปิติ กล่าวสรุปว่า “นอกเหนือจากโครงการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ ธนาคารได้ดำเนินการตามแผนการบริหารส่วนทุนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างส่วนทุนให้มีความเหมาะสมผ่านการไถ่ถอนตราสารหนี้นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Additional Tier1) และการลดขนาดการออกตราสารหนี้ที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ในปี 2567 การเพิ่มอัตราเงินปันผลขึ้นมาอยู่ที่ 60% เทียบกับระดับ 30%-35% ในช่วงก่อนรวมกิจการ รวมถึงการสร้างโอกาสในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อหุ้นในกิจการที่ส่งเสริมกัน โดยปัจจุบันธนาคารได้เข้าทำ Non-Binding MOU และอยู่ในขั้นตอนการทำ Due Diligence เพื่อพิจารณาการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ธนชาตและบริษัท ที ลิสซิ่ง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเราในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเราจะยังคงมุ่งมั่นและเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทีทีบีเติบโตได้อย่างมั่นคงและส่งมอบประโยชน์กลับคืนสู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน”
บลจ.ทิสโก้เปิด กองทุนเปิด ทิสโก้ US Energy (TUSENGY) ลงทุนในหุ้นของบริษัทในหมวดอุตสาหกรรมพลังงาน ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 เปิด IPO 27 ม.ค. – 4 ก.พ. 68 เหมาะเป็นกองทุนเพิ่มโอกาสสร้างกำไรตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และใช้สำหรับบริหารความเสี่ยงของพอร์ต โดยการเติบโตของบริการ AI จะกระตุ้นความต้องการใช้พลังงาน ขณะที่ในระยะยาวความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Saharat Chudsuwan Managing Director of TISCOASSET) เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นตัวกระตุ้นทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งบลจ.ทิสโก้มองว่า “หุ้นกลุ่มพลังงาน” เป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ในระยะยาวความต้องการพลังงานของโลกจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Statista data คาดว่าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกไปถึงปี 2593 สอดคล้องกับ VisualCapitalist มองว่าความต้องการใช้น้ำมันดิบจะเติบโตได้ปีละ 17% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2588 ด้าน RFF มองว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2593 ดังนั้น เพื่อช่วยลูกค้าบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนและเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว บลจ.ทิสโก้จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด ทิสโก้ US Energy (TUSENGY) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนใน The Energy Select Sector SPDR (กองทุนหลัก) ที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทในหมวดอุตสาหกรรมพลังงาน ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 27 มกราคมถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 “บลจ.ทิสโก้มองว่ากองทุน TUSENGY เหมาะที่จะเป็นกองทุนสำหรับสร้างโอกาสการลงทุนและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เพราะผลตอบแทนกองทุนมักจะเคลื่อนไหวไปตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจของโลก นอกจากนี้ ในระยะยาวกองทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากความต้องการพลังงานในระดับสูงจากการเข้ามามีอิทธิพลของธุรกิจ AI ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานอย่างมหาศาล” นายสาห์รัชกล่าว…
XSpring AM จับจังหวะลงทุนพักเงินช่วงดอกเบี้ยขาลง แนะนำกองทุนเปิด X-PLUS ตอบโจทย์ นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เน้นลงทุนตราสารหนี้คุณภาพระดับ Investment Grade ชูจุดเด่นสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ซื้อขายสะดวกผ่าน XSpring Mobile Application นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการลงทุนในปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายต่าง ๆ ของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกเข้ามายังตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมา กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ตราสารหนี้พลัส (X-PLUS) สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าพึงพอใจ โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน (ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2567) อยู่ที่ 1.23% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน (Short Term General Bond) ที่ระดับ 0.99% และประมาณการอัตราผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 2.46% ผลประกอบการดังกล่าวตอกย้ำการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเราให้ความสำคัญในการคัดเลือกตราสารลงทุนจากการวิเคราะห์ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐาน และอัตราผลตอบแทนของตราสาร รวมถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากที่สุด อย่างไรก็ตามในปี 2568 XSpring AM ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดตราสารหนี้ และมองว่าตราสารหนี้ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่มีความแน่นอน ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ระดับเงินเฟ้อที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่เริ่มชะลอตัวลง อาจทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งนั่นมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถูกปรับลงต่อ การลงทุนในตราสารหนี้จึงตอบโจทย์ในการลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น XSpring AM พร้อมตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปด้วย กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง พลัส (X-PLUS) เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีและมีความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade (คัดเฉพาะบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่งให้อัตราผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง) โดดเด่นด้วยสภาพคล่องที่สูง และโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป…
บริษัท ชูเกียรติ พร็อตเพอร์ตี้ จำกัด นำโดย นายดนู เทวรัตน์มณีกุล กรรมการผู้จัดการ นำทีมงานจัดกิจกรรม “ชูเกียรติอาสา” เพื่อส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างทักษะทางการเงินให้กับชุมชนบ้านแหลมสอม จังหวัดตรัง จำนวน 34 ราย ภายใต้โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” ในหัวข้อ “ความรู้เรื่องหนี้” ภายในกิจกรรมได้รับการสนับสนุนจาก นายวรัตน์ หูเขียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมสอม เชิญชวนชาวชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเงินให้กับคนในชุมชน พร้อมทั้งให้การต้อนรับทีมงานอย่างเป็นกันเอง ณ โรงเรียนบ้านแหลมสอม ตำบลแหลมสอม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ “เรื่องเงินเรื่องสนุก ความสุขยั่งยืน” จัดโดย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ (VTLA) วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานให้กับชาวบ้านชาวชุมชนทั่วประเทศ โดยใช้หลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” และ “ออมเงินง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้” ผ่านความร่วมมือของสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนรวม 16 ราย มีสาขารวมกันทั่วประเทศกว่า 18,000 สาขา และมีฐานลูกค้ารวมกันกว่า 6 ล้านราย นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถรายอื่น ๆ สมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 065-919-0644 หรือเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคมฯ ได้ที่ www.vtla.or.th
กรุงเทพประกันชีวิต ออกแบบประกันใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิตพร้อมกัน 2 แบบ “เพรสทีจ เซฟวิ่ง 12/6” เน้นออมระยะสั้น 6 ปี คุ้มครอง 12 ปี พร้อมการันตีเงินคืนรายปีสูงถึง 6% ตลอดสัญญา พร้อมคุ้มครองอุบัติเหตุ 300% และ เพรสทีจ ไลฟ์ 99/20 ที่ขยายระยะส่งเบี้ย 20 ปี คุ้มครอง 99 ปี ทุนประกันเริ่มต้น 5 ล้าน เน้นส่งต่อมรดกความมั่งคั่งให้คนที่รัก นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงเทพประกันชีวิตได้ออกแบบประกันใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนประกันชีวิตพร้อมกัน 2 แบบ ได้แก่ เพรสทีจ เซฟวิ่ง 12/6 และ เพรสทีจ ไลฟ์ 99/20 ซึ่งทั้งสองแบบเหมาะสำหรับผู้มีรายได้สูงและมีเป้าหมายในการวางแผนการเงินเพื่อความมั่นคงในอนาคต นายโชนกล่าวว่า “เพรสทีจ เซฟวิ่ง 12/6” มีจุดเด่นที่เป็นแบบประกันที่ชำระเบี้ยระยะสั้น 6 ปี แต่ให้ความคุ้มครอง 12 ปี มีการการันตีเงินคืนปีละ 6% ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1 -11 เมื่อครบกำหนดสัญญารับผลประโยชน์รวม 620% ของทุนประกันภัย โดยรับประกันตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 85 ปี ด้วยทุนประกันภัยเริ่มต้น 300,000 บาท แถมฟรีสัญญาเพิ่มเติมมอบความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 300% ของทุนประกันภัย สูงสุดไม่เกิน 6 ล้านบาท สมัครง่ายไม่ต้องตรวจและตอบคำถามสุขภาพ สำหรับแบบประกัน เพรสทีจ ไลฟ์ 99/20 เป็นแบบประกันที่เพิ่มเติมจากแบบประกันเพรสทีจ ไลฟ์ ซีรีย์ เดิมที่มีระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน 5 ปี 10 ปี และ 15 ปี โดยในปีนี้ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ด้วยการขยายเวลาชำระเบี้ยประกันถึง 20…
บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด โดยนางสาวพรรณี ปิติกุลตัง กรรมการผู้จัดการ ร่วมพิธีเปิดงานประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ ในองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ครั้งที่ 7 ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมกู้ชีพ กู้ภัย ช่วยเหลือประชาชนแบบไร้รอยต่อ” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จังหวัดกาฬสินธุ์ สมาคมเมตตาธรรมทิพยสถาน “เต็กก่า” จีโหงวเกาะ,กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด , สมาคม มูลนิธิเครือข่ายกู้ชีพ กู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินของประชาชน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินในเครือข่ายองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,บุคลากรทางการแพทย์ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรกับหน่วยงานอื่น ๆ กว่า 450 แห่งจากทั่วประเทศ ณ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดยคุณแซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอกซ่าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และเกาหลีใต้ และคุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารองค์กร รับรางวัลแห่งความสำเร็จ Top Employer Awards Thailand 2025 จาก Top Employer Institute เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นบริษัทแรกในกลุ่มแอกซ่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว รางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นการยกย่ององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ออกมาเป็นแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดมั่นคำสัญญาในการสร้างสถานที่ทำงานที่ดีเลิศและเท่าเทียมสำหรับพนักงานทุกคน พร้อมมุ่งมั่นที่ยกระดับการเรียนรู้ มอบโอกาสเพื่อการเติบโต มุ่งสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน โดยคณะกรรมการพิจารณาจากกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติด้านทรัพยากรบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง พัฒนาและให้โอกาสพนักงานที่มีศักยภาพ ซึ่งนำไปสู่การสร้างผู้นำที่มีคุณภาพในอนาคต ตลอดจนระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งการดูแลความเป็นอยู่และสุขภาวะของพนักงานแบบองค์รวม ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมด้านทรัพยากรบุคคล “We Care & Dare for Progress”
บลจ.อีสท์สปริง มองหุ้นปันผลทั่วโลกทางเลือกลงทุนลดความผันผวนระยะยาว เปิดขายกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Dividend Equity-Unhedged Fund (ES-GDIV-UH) เน้นลงทุนผ่านกองหลักของเจพีมอร์แกน เพิ่มโอกาสลงทุนในหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลกพื้นฐานดีมีปันผล อาทิ Microsoft , TSMC, Meta Platforms เสนอขายครั้งแรกระหว่าง 28 มกราคม -5 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า ความผันผวนของการลงทุนจากหลากหลายสินทรัพย์รวมถึงหุ้นทั่วโลก ณ ปัจจุบัน สร้างสภาพการณ์การลงทุนที่ยากขึ้นเมื่อเทียบสภาวะการลงทุนในอดีต บลจ.อีสท์สปริงมองว่า ธีมหุ้นโลกของบริษัทที่ให้เงินปันผลอาจเป็นทางเลือกการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนในระยะยาวในระดับผลตอบแทนในตราสารทุนที่ต่อเนื่องยั่งยืน เนื่องจากมีความสามารถทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจที่หลากหลาย ซึ่งหุ้นโลกของบริษัทที่ให้เงินปันผลโดยมากนอกจากจะมีผลการดำเนินงานที่ทนทานสภาวะเศรษฐกิจแล้ว ยังมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีส่วนแบ่งการตลาดที่โดดเด่น และมีฐานลูกค้าที่ใช้สินค้าและบริการอยู่ทั่วโลก แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะชะลอตัว ขณะเดียวกันหุ้นทั่วโลกที่มีความสามารถในการจ่ายปันผลได้สะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินงานและกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งกิจการที่มีลักษณะสำคัญที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ คือกิจการที่มีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดต่อเนื่อง แม้สภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงและมักเป็นผู้นำในสินค้าและบริการในแต่ละอุตสาหกรรม ดังนั้นเพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนในระยะยาวไปกับหุ้นปันผลทั่วโลก บลจ.อีสท์สปริง จึงได้เปิดกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Dividend Equity-Unhedged Fund (ES-GDIV-UH) ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท เสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 28 มกราคม จนถึง 5 กุมภาพันธ์ 2568 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท โดยเน้นลงทุนในกองทุน JPMorgan Investment Funds – Global Dividend Fund (กองทุนหลัก) ในหน่วยลงทุนชนิด Class C (acc) USD ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) ทั้งนี้กองทุนหลัก JPMorgan Investment Funds – Global Dividend…
