Author: staff

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูง และพนักงานธนาคาร ร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล และถวายพระพร ชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยพิธีดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพมหานคร

Read More

ธนาคารกรุงเทพร่วมลงนาม MOU โครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของประกันสังคม วงเงิน 3,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 2.35%-4.75% ต่อปี หวังช่วยผู้ประกอบการกัดฟันสู้สถานการณ์ค่าแรงพุ่ง ย้ำเงื่อนไขต้องรักษาจำนวนลูกจ้างไม่น้อยกว่า 80% ชูความเป็น ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ เคียงข้างผู้ประกอบการและสังคมไทยในทุกสถานการณ์ นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพได้เข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานประกันสังคม สนับสนุน “โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน” ระยะที่ 3 (พ.ศ.2568-2569) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งธนาคารได้รับการจัดสรรวงเงินปล่อยสินเชื่อรวม 3,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงินทั้งโครงการที่ตั้งไว้ 30,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งระดับวงเงินสินเชื่อตามขนาดธุรกิจ ดังนี้ วงเงิน 15 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน วงเงิน 30 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้าง 201-500 คน วงเงิน 50 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างเกิน 500 คนขึ้นไป สินเชื่อมีระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ โดยผู้ประกอบการต้องรักษาจำนวนลูกจ้างไม่น้อยกว่า 80% ตลอดอายุโครงการ อัตราดอกเบี้ย 2.35% ต่อปี (คงที่ 3 ปี) สำหรับผู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี (คงที่ 3 ปี) สำหรับผู้ไม่มีหลักทรัพย์ แต่ใช้การค้ำประกันโดยบุคคล นิติบุคคล หรือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิในการพิจารณาสินเชื่อ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร “ธนาคารเชื่อมั่นว่า โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาระดับการจ้างงานและเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจเริ่มฟื้นตัวและต้องการแรงงานเพื่อขับเคลื่อนการผลิตให้ทันต่อความต้องการตลาด ขณะเดียวกันยังช่วยให้ลูกจ้างมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของครอบครัว ลดความเสี่ยงด้านสังคม และทำให้ภาคการบริโภคยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว และถือเป็นหนึ่งในความตั้งใจของธนาคารกรุงเทพในฐานะ ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ ที่พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการและสังคมไทยในทุกสถานการณ์”…

Read More

    เอไอเอ ประเทศไทย ในฐานะพันธมิตรหลักระดับโลกของสโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ร่วมสนับสนุนกลุ่มแฟนบอลสเปอร์ส – Spurs Thailand Official Supporters Club จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสที่สเปอร์สสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 2025 สมัยที่ 3 ซึ่งถือเป็นแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ถ้วยแรกในรอบ 41 ปี นับตั้งแต่แชมป์ยูฟ่าคัพเมื่อปี 1984 นอกจากนี้ยังถือเป็นความสำเร็จในระดับเมเจอร์ที่รอคอยมายาวนานถึง 17 ปี โดยได้มีการจัดขบวนแห่ถ้วยแชมป์ และรับชมการแข่งขันแมตช์สุดท้ายของสเปอร์สในฤดูกาลนี้ร่วมกัน ซึ่งมีแฟนคลับสเปอร์สมาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักกว่า 300 คน จัดขึ้น ณ ร้าน Hops and Hope Craft Bar เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอไอเอ ที่ต้องการสนับสนุนผู้คนกว่าพันล้านคนให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’

Read More

กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย นายจักรพงศ์ แสงแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน เดินหน้าสนับสนุนเยาวชนไทยผ่านกิจกรรมฟุตบอลสุดพิเศษ “BGPU FOOTBALL CARNIVAL 2025 U10 PRESENTED BY BANGKOK LIFE ASSURANCE” ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน กิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้น้อง ๆ รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี จากทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมการแข่งขันรวม 32 ทีม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะการทำงานเป็นทีม และความมีน้ำใจนักกีฬา ในปีนี้ กรุงเทพประกันชีวิตยังได้สนับสนุนเยาวชน จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในนาม “ทีม Bangkok Life” เข้าร่วมการแข่งขัน และสามารถสร้างความประทับใจด้วย ผลงานที่โดดเด่นในรอบชิงชนะเลิศ ณ สนาม Yamaoka Hanasaka Academy (YHA) เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่สดใสของเด็กไทยทุกคน

Read More

orbix INVEST เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในกลุ่ม Stablecoin ภายใต้ชื่อกลยุทธ์ OBX-STABLECOINPLUS มุ่งสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตของผู้ลงทุนไทย ช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงภายในพอร์ตและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวโดยไม่ต้องออกจากระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และใช้เป็นทางเลือกในการบริหารเงินทุนระยะสั้นระหว่างรอโอกาสลงทุนถัดไป โดยสามารถสับเปลี่ยนกลยุทธ์มายัง OBX-STABLECOINPLUS ได้โดยไม่ต้องขายสินทรัพย์ออกหรือเสียค่าธรรมเนียมการเพิ่มทุน ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์บิกซ์ อินเวสท์ จำกัด เปิดเผยว่า orbix INVEST ดำเนินธุรกิจผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Fund Manager) ในเครือบริษัท ออร์บิกซ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย นำเสนอทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบัน Stablecoin กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในโครงสร้างหลักของระบบการเงินดิจิทัลระดับโลก โดย Stablecoin คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่หรือมีความผันผวนน้อยมาก มักตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) จึงสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน พักเงิน หรือบริหารสภาพคล่องในพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับเศรษฐกิจดิจิทัลในยุคใหม่ orbix INVEST จึงมีแผนที่จะเปิดตัวกลยุทธ์ OBX-STABLECOINPLUS ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เน้นลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USD Stablecoin เช่น USDC โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าเงินลงทุน ขณะเดียวกันอาจพิจารณาลงทุนในเงินสดหรือ Stablecoin อื่น ๆ ไม่เกิน 20% โดย USDC เป็น Stablecoin ที่ออกโดยบริษัท Circle ซึ่งได้รับการกำกับดูแลจาก US Financial Crimes Enforcement Network (FinCEN) สหรัฐฯ และมีการตรวจสอบเงินสำรองรายเดือนโดย Deloitte ซึ่งแสดงให้เห็นว่า USDC มีสินทรัพย์หนุนหลังครบ 100% ประกอบด้วยเงินสดราว 20% ที่ฝากไว้กับธนาคารขนาดใหญ่ และอีกประมาณ 80% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุไม่เกิน 90 วัน ปัจจุบัน USDC มีมูลค่าหมุนเวียนกว่า…

Read More

ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) นำโดยนายพิชา รัตนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจธนบดี และบริการธนาคาร จัดงานสัมมนา “Fight for Opportunties :เปิดศึก Battle กองทุนหมัดเด็ด” ให้แก่ลูกค้าและผู้ที่สนใจ ชู 3 ทางเลือกสู้ศึกลงทุนครึ่งหลังของปี 2568 ได้แก่ 1. ทางรอดเมื่อโลกแย่ 2. กำไรไม่แคร์สงครามการค้า 3. MEGATRENDS โตดี…ไม่ต้องลุ้น พร้อมเชิญ 6 ผู้จัดการกองทุนและผู้เชี่ยวชาญ จาก 5 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ร่วมดีเบตจุดเด่นของกองทุนรวมภายใต้การบริหารที่ธนาคารทิสโก้เลือกมาแล้วว่าเหมาะสำหรับจัดพอร์ตครึ่งปีหลัง สำหรับ บลจ.ที่เข้าร่วมดีเบตในสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ บลจ.กรุงศรี บลจ.ทิสโก้ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) บลจ.วรรณ และ บลจ. อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ร่วมดีเบตจุดเด่นของกองทุนรวมภายใต้การบริหารที่ธนาคารทิสโก้เลือกมาแล้วว่าเหมาะสำหรับจัดพอร์ตครึ่งปีหลัง ได้แก่ กองทุนรวม TGOLD, UGIS-N, KF-HJAPAND, TISCOINA-A, ONE-UGG-RA และ ES-GCORE นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนายังมีกิจกรรมจากโรงพยาบาลกรุงเทพในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพของธนาคารทิสโก้ ร่วมให้บริการตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้นแก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย เจาะ 3 ทางเลือกลงทุน โอกาสท่ามกลางสงครามการค้า นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และนายภาคภูมิ พีรยวัฒนา Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในระหว่างงานสัมมนาว่า สงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง เพื่อความชัดเจนธนาคารทิสโก้ประเมินเป็น 2 ทางคือ 1. กรณีเจรจาการค้าไม่สำเร็จใน 90 วัน และสหรัฐฯ ยังคงจัดเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง หากเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจทั่วโลกจะเข้าสู่ภาวะ “ถดถอย” และ 2. กรณีเจรจาการค้าเป็นไปในทิศทางที่ดีในกรอบ 90…

Read More

งาน EARTH JUMP 2025 ซึ่งธนาคารกสิกรไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่แล้ววันนี้ ระดมผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจระดับโลกและระดับประเทศ ให้แนวทางกลยุทธ์และความรู้ อัปเดตข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือความแปรปรวนที่เกิดขึ้น โดยในวันแรกมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมาย อาทิ โลกกจะเกิดสภาวะแปรปรวนด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนยังเดินหน้าต่อไป ประเทศไทยเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเรื่อง Taxonomy ในอาเซียน และภาครัฐกำลังผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ในส่วนภาคเอกชนก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าเรื่องนี้ต่อเนื่อง แต่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ความชัดเจนของนโยบายและข้อบังคับต่างๆ รวมถึงแหล่งเงินทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ พร้อมทั้งกรณีศึกษาประเทศจีนที่นำ Taxonomy มาแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจนสำเร็จ และกรณีศึกษาจากประเทศเดนมาร์กที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้พร้อมกับเศรษฐกิจที่โตขึ้นเกือบ 80% นอกจากนี้ยังมีมุมมองและข้อมูลอัปเดตเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันว่ายังต้องเดินหน้าต่อ เพราะนี่คือกติกาเกมธุรกิจในโลกใหม่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การจัดระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีอเมริกาเป็นศูนย์กลาง หลายประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในส่วนของประเทศไทย ภาครัฐกำลังผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้าเพื่อบังคับและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีมาตรการภาคบังคับเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันด้วยระบบกลไกราคาคาร์บอน เช่น 1.ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) เพื่อบังคับการลดการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งกำเนิด 2.การเริ่มเก็บ Carbon Tax ในบางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน พร้อมทั้งผลักดันมาตรการสนับสนุนโดยจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคประชาชน โดยภาครัฐก็ต้องไม่เพียงแค่ Talk the Talk แต่ต้อง Walk the Walk ด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างความสำเร็จในการทำตามแผนงานที่เห็นผลจริง รวมถึงการพร้อมรับฟีดแบคจากภาคเอกชนเพื่อต่อยอดเป็นนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือที่แม้จะมีอุปสรรคและข้อจำกัดจากข้อกฎหมายอยู่บ้างแต่ภาครัฐก็ต้องตอบสนองให้เร็วที่สุด นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มี ‘ความแปรปรวน’ ตลอดเวลา เราต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันหลายเรื่อง เช่น นโยบายของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโตชะลอตัว การเข้ามาของ AI และที่สำคัญคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ส่งผลทำให้เกิดภัยพิบัติจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการรับมือมี 3 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำ คือ 1. Health Check ตรวจสุขภาพตัวเองก่อน ว่าตอนนี้ เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเท่าไร 2. Commitment ตั้งเป้าว่าเราจะลดเท่าไร ในปีไหน และ 3. Solution คือการหาวิธีและหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าที่ตั้งไว้ ธนาคารกสิกรไทยไม่เพียงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราเอง แต่ยังมุ่งมั่นช่วยเหลือลูกค้า…

Read More

TISCO ESU ชี้ตลาดหุ้นโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอ หลังฟื้นตัวแรงแต่พื้นฐานกลับอ่อนแอลง จับตาสงครามการค้ายืดเยื้อ – ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความเสี่ยง แนะนักลงทุนทยอยขายทำกำไรรับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ด้านราคาน้ำมันโอกาสฟื้นตัวยังมีจำกัด นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังจากปรับตัวฟื้นขึ้นอย่างแข็งแกร่งสู่ระดับก่อนวัน Liberation Day ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวกจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และสหราชอาณาจักร แต่แรงขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นปัจจัยสนับสนุนชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงอยู่และมีแนวโน้มจะกดดันตลาดในระยะถัดไป หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรให้ความสำคัญคือ ระดับการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่เริ่มตึงตัว โดยดัชนี S&P 500 มี Forward P/E เพิ่มขึ้นแตะระดับเกือบ 22 เท่าแล้ว หรือเทียบเท่ากับช่วงที่ GDP สหรัฐฯ เติบโตได้ในระดับร้อนแรง (Overheat) ในปี 2566-2567 สวนทางกับภาพระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางและมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเจรจาการค้าบ้าง แต่ยังมีข้อจำกัดในประเด็นสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ ยังคงยืนยัน อัตราขั้นต่ำ (Floor Tariff Rate) ของภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% แม้กับประเทศพันธมิตรใกล้ชิดอย่างสหราชอาณาจักร และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ส่วนจีนแม้จะได้รับการผ่อนปรนภาษีนำเข้าชั่วคราวจาก 145% เป็น 30% จนกว่าจะเจรจาทางออกสุดท้ายกันได้ แต่ก็ยังถือเป็นอัตราที่สูงมาก ขณะเดียวกันประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรปเป็น 50% หากการเจรจาไม่มีความคืบหน้า สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนแนวโน้มสงครามการค้ายังคงยืดเยื้อ และโลกอาจกำลังเข้าสู่ “ยุคลัทธิพาณิชย์นิยมสมัยใหม่ (Modern Mercantilism)” ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจเป็นหลัก มากกว่าการค้าเสรี ส่งผลกระทบเชิงลบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นแต่คุณภาพลดลง อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันตลาด คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% ตามที่เคยประเมินไว้ คาดว่าจะสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะข้างหน้า ภายใต้บริบทดังกล่าว TISCO ESU แนะนำให้ทยอยลดน้ำหนักในหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ อาทิ…

Read More

จะดีแค่ไหนหากมีกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอได้ในระยะยาว ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง KBank Private Banking เชื่อในหลักการลงทุนแบบ Risk-Based Asset Allocation ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน อีกทั้งยังกำหนดความเสียหายให้อยู่ในกรอบที่กำหนด และสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาพเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนในกองทุน K-ALL Roads Series ซึ่งเป็นนวัตกรรมการลงทุนที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนในสภาวะตลาดที่คาดเดายาก KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier เผยมุมมองต่อเศรษฐกิจโลก โดยมองว่าอาจเกิดได้ใน 2 กรณี ได้แก่ 1.เศรษฐกิจได้รับผลกระทบแบบจำกัด มีโอกาสเกิดขึ้น 70% (Base Case) โดยมองว่าในที่สุดสหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 30% และจากประเทศอื่น ๆ อีก 10% ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจอาจเกิดการชะลอตัวแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ ปีนี้จะเติบโต 1.2% และ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 3.75% ภายในปีนี้ 2.เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง / เกิดภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาและมีเงินเฟ้อสูงพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Stagflation มีโอกาสเกิดขึ้น 30% (Risk Case) คือการที่สหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีเต็มรูปแบบตามที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีการผ่อนปรน ส่งผลให้ GDP สหรัฐฯ โตได้เพียง 0.5% ขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูง Fed อาจต้องลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง เหลือเพียง 2.0% ในปีนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะ Stagflation จากความไม่แน่นอนนี้ Lombard Odier ผู้จัดการกองทุนหลักของกองทุน K-ALL Roads series ได้กำหนดเป้าหมายหลักในการบริหารกองทุนไว้ 3 ข้อ คือ สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ ปกป้องความเสียหายของเงินลงทุน และต้องมีสภาพคล่อง โดยมีวิธีการบริหารพอร์ต ดังนี้ 1. -ลงทุนเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง 2. -กระจายความเสี่ยง 3.…

Read More

ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ภาคภูมิใจกับรางวัล TAB Global Achievement in Risk Management Awards 2025 จากที่ประชุมสุดยอด Asian Banker Summit 2025 ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กรในกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารในประเทศไทย นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจประกันและการเงินในเครือทีซีซี เปิดเผยว่า ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ มีความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัล TAB Global Achievement in Risk Management Awards 2025 ซึ่งนับเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กรในประเทศไทยสำหรับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร จาก International Council of Advisors ภายใต้การประชุมสุดยอด Asian Banker Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 26 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารองค์กรจากอุตสาหกรรมการเงิน เทคโนโลยี และการธนาคารชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วม ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่มีกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม และมีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่ทันสมัย มีศักยภาพในการจัดการความเสี่ยงทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รางวัลดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในการยกระดับมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงให้เทียบเท่าสากล ในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ท้าทายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยบริษัทฯ มีการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม มีการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่บริษัทฯ ยอมรับได้ ทั้งนี้ TAB Global Achievement in Risk Management Awards เป็นรางวัลด้านการจัดการความเสี่ยงที่มีความเข้มงวด โปร่งใส และได้รับการยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินระดับโลก โดยมุ่งเน้นการประเมินใน 7 ด้านหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงขององค์กร ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ…

Read More