นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 มีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการใช้จ่ายของภาคเอกชน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นทั้งในฝั่งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายเพื่อการลงทุนหดตัวลง เพราะเทียบกับฐานที่สูงในช่วงเดียวกันปีก่อนที่ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 เริ่มมีผล สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นั้น มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตในระดับต่ำกว่าครึ่งแรกของปีค่อนข้างมาก หรือมีความเสี่ยงที่จะไม่เติบโต เนื่องจากการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวลึกหลังจากขยายตัวสูงไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะเก็บจากสินค้าไทยอาจสูงกว่าคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องต่อบรรยากาศการลงทุน ในขณะที่แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอลงแรง แต่เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำได้เพียงในระดับจำกัด นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะมีผลกดดันต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ด้วยเช่นกัน ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน ที่ครอบคลุมถึงลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจด้วยการดูแลช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ตลอดจนการสนับสนุนมาตรการภาครัฐอย่างเต็มที่ เช่น โครงการคุณสู้เราช่วย และมาตรการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ รวมทั้งการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเพื่อแบ่งเบาภาระของลูกค้า สนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 12,488 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,303 ล้านบาท หรือ 9.45% หลัก ๆ จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามภาวะตลาด รวมทั้งการดูแลช่วยเหลือด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้นและช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.31% แม้ว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 13,944 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 266 ล้านบาท หรือ 1.95% หลัก ๆ…
Author: staff
ชับบ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต ร่วมเปิดบูธในงาน “วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2568 ตอกย้ำการสนับสนุนคนไทยให้สามารถเข้าถึงประกันชีวิตได้ง่ายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการร่วมออกบูธในงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “LIFE EQUALITY FOR BETTER สุขคู่ขนาน สานทุกชีวิต พลิกอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และกองทุนประกันชีวิต คุณอลิสา อารีพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ในวาระก้าวสู่ปีที่ 25 บริษัทฯ มุ่งมั่นสนับสนุนคนไทยใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในวันนี้ พร้อมสร้างความมั่นคงในวันหน้า บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ โรคร้ายแรง การออมเงิน และการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ทุกครอบครัวไทยมีความมั่นคงทางการเงิน พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ พร้อมการบริการอย่างมืออาชีพจากตัวแทนประกันชีวิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้คำแนะนำและปรึกษาการวางแผนทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของบริษัทฯ คือการมุ่งเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer First) และการสร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อส่งมอบความมั่นคงให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” ทั้งนี้ ภายในงาน ชับบ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต ได้จัดเตรียมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมด้วยกิจกรรมมากมายภายในงาน เช่น แบบประกันสะสมทรัพย์ 678 Step Savings* ที่จ่ายเบี้ยระยะสั้น เพียง 6 ปี แต่รับคุ้มครองชีวิตนานถึงอายุ 78 ปี พร้อมยังได้รับการันตีเงินคืนทุกปีตั้งแต่ปีแรก หรือแบบประกันโรคร้ายแรงตลอดชีพ CI Extra Plus* ที่มอบความคุ้มครองถึง 50 โรคร้ายแรง และ 15 โรคร้ายแรงสำหรับเด็ก รวมผลประโยชน์ความคุ้มครองโรคร้ายแรงสูงสุดถึง 65 โรค พร้อมโปรโมชันจัดเต็มสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัยและแคมเปญต่าง ๆ มากมาย ขอเชิญพบกันที่งานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ประจำปี…
กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล รวมพลังผู้บริหารตัวแทน และตัวแทนที่ผลิตผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมภายในงาน “PRUDENTIAL MDRT Annual Meeting 2025” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Power as One” เมื่อวันที่ 8-10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีนายปัญกาจ บาเนอร์จี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานตัวแทน กลุ่มบริษัทฯ เป็นประธานจัดงาน และนายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทฯ ผู้บริหารตัวแทนและตัวแทนอย่างอบอุ่น ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้บริหารตัวแทน และตัวแทนกว่า 1,300 คน จาก 16 ตลาดในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งรวมถึง กัมพูชา, จีน, กานา, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, เคนยา, มาเลเซีย, เมียนมา, ไนจีเรีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, ยูกันดา, เวียดนาม และแซมเบีย ได้ร่วมแสดงพลังและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจและร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของตัวแทนที่สามารถบรรลุเป้าหมาย MDRT ในช่วงครึ่งปีแรก การรวมตัวกันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการสร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายตัวแทนพรูเด็นเชียลทั่วโลกที่พร้อมรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อก้าวสู่เป้าหมายไปด้วยกัน
กสิกรไทยโดยบีคอน วีซี ร่วมกับ Google Cloud เผยความสำเร็จโครงการ Earth KATALYST หลักสูตร Accelerator ระยะเวลา 3 เดือน ที่ออกแบบมาเพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ธุรกิจให้กับสตาร์ทอัพในกลุ่มเทคโนโลยีสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสตาร์ทอัพ 5 ทีมที่มีผลงานโดดเด่นได้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Google Earth Engine ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน นายธนพงษ์ ณ ระนอง Managing Partner บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่าในฐานะบริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย บีคอน วีซี มุ่งมั่นส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนทั้งในมิติของเงินร่วมลงทุน องค์ความรู้ คำแนะนำ และเครื่องมือเทคโนโลยี โดยล่าสุดได้ขยายบทบาทมาสู่การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน Climate Tech อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสอดรับกับพันธกิจของธนาคารกสิกรไทยในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกอย่างยั่งยืน ในปีนี้ บีคอน วีซี ได้ร่วมมือกับ Google Cloud จัดโครงการ Earth KATALYST ซึ่งเป็นโปรแกรมอบรมระยะเวลา 3 เดือน ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพในกลุ่มเทคโนโลยีสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการเกษตรให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลาโครงการ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม สิทธิประโยชน์จาก Google for Startups Cloud Program และคำแนะนำเชิงกลยุทธ์จากพันธมิตรระดับสากล อาทิ New Energy Nexus องค์กรระดับโลกที่มุ่งสนับสนุน ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านพลังงานสะอาด Navagis บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Location Intelligence) และ Third Derivative แพลตฟอร์มผู้เร่งพัฒนาสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมเวิร์กชอปฝึกวางแผนการระดมทุนจากบีคอน วีซี และเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งทดลองใช้เทคโนโลยีล่าสุดจาก Google Cloud เช่น Vertex AI, BigQuery และ Google Earth…
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเสนอขายกองทุนเปิดอีสท์สปริง พันธบัตรรัฐมุ่งรักษาเงินต้น 6M44 (ES-GOVCP6M44) อายุประมาณ 6 เดือน เงินทุนโครงการ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มุ่งรักษาเงินต้นที่ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันครบอายุโครงการ โดยเสนอขายครั้งแรกครั้งเดียวตั้งแต่วันนี้-23 กรกฎาคม 2568 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท โดยกองทุน ES-GOVCP6M44 มีนโยบายที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในตั๋วเงินคลัง และ/หรือพันธบัตรรัฐบาล และ/หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะลงทุนในเงินฝากธนาคาร และ/หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ และกองทุนจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนเพียงครั้งเดียวและถือครองทรัพย์สินที่ลงทุนจนครบอายุโครงการ (Buy and Hold) โดยคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 1.38% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายประมาณ 0.13% ต่อปี ณ วันครบอายุโครงการ แล้ว ผู้ลงทุนจะได้รับประมาณการผลตอบแทนอยู่ที่ 1.25% ต่อปีของเงินลงทุนเริ่มแรก (แหล่งที่มาของข้อมูล อัตราผลตอบแทนที่เสนอขายโดยผู้ออกตราสาร ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568) ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดอายุกองทุน บลจ.อีสท์สปริง จะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติ และทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนทั้งจำนวนของผู้ถือหน่วยทุกราย ไปยังกองทุนเปิดอีสท์สปริง ธนรัฐ (ES-TM) หรือกองทุนรวมตลาดเงินอื่นที่บลจ.อีสท์สปริง เปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ในวันทำการก่อนวันสิ้นสุดอายุโครงการ อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ หากผู้ออกตราสารที่กองทุนลงทุนไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ลงทุนหรือสัดส่วนการลงทุนได้ เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและสมควรเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน และกองทุนมีความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) หรือผู้สนับสนุนการขาย และรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ หรือผ่านช่องทางการขายของ บลจ.อีสท์สปริง
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน หาดใหญ่ ครั้งที่ 15 (Money Expo 2025 HATYAI) นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วมงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO และ นางธีระดา กำเนิดเหมาะ ผู้บริหารสายงานตัวแทน บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดบูธ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ Rabbit Life บริษัทประกันชีวิตในเครือ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 15 (MONEY EXPO 2025 HATYAI) ภายใต้คอนเซปต์ ‘Rabbitopia’ เมืองการเงินในฝันของคนรุ่นใหม่ ที่ให้ชีวิตดีแบบก้าวกระโดด พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโปรโมชันร่วมในงาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งคำสั่งซื้อ (Front-loading orders) ของประเทศคู่ค้าในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และยานยนต์ ก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาจะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี สะท้อนความพยายามของ ภาคธุรกิจในการลดผลกระทบจากต้นทุนทางภาษีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าว มีลักษณะชั่วคราว และยังไม่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในระดับโลกอย่างแท้จริง ขณะที่ภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน แม้ว่านักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่น อาทิ รัสเซีย อินเดีย และอาเซียน จะเพิ่มขึ้นและช่วยพยุงรายได้ ภาคการท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของภาคบริการโดยรวม ในด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งแม้จะสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่จำกัด แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความเปราะบางของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคของภาคครัวเรือน ซึ่งยังถูกกดดันจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งยังคงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายภาคเอกชน ท่ามกลางบริบทของความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อก้าวทันต่อโลกยุคดิจิทัล ธนาคารกรุงเทพพร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” และมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อ การเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนธุรกิจให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Regionalization ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น สนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และ การเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดแรกปี 2568 จำนวน 24,458 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดแรกปี 2568 จำนวน 24,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 จากงวดแรกปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้าน ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 63,614 ล้านบาท และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 2.85 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงิน ที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงส่วนใหญ่จากการบริการธุรกรรมผ่านธนาคาร สุทธิกับรายได้จากบริการการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารมีการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความสำคัญ กับการบริหารค่าใช้จ่าย ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ร้อยละ 45.3 สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในงวดแรกปี 2568 มีจำนวน 19,807 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับงวดแรกปีก่อน…
ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลเกียรติยศ “บริษัทที่มีบริการยอดเยี่ยมด้านประกันวินาศภัย” จาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล ภายในงาน Money & Banking Awards 2025 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี กรุงเทพฯ โดยมี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ร่วมแสดงความยินดี รางวัลอันทรงเกียรตินี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้เข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน Money Expo ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค รวม 7 ครั้ง ระหว่างปี 2566–2567 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อคุณภาพการให้บริการของทิพยประกันภัยอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของทิพยประกันภัยในการพัฒนาคุณภาพบริการ ให้ตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาการให้บริการในทุกมิติ เพื่อรักษามาตรฐานระดับสูง และมุ่งมั่นเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคอย่างมั่นคงต่อไป
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 ประเภท กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ (Foreign Fixed Income Fund) จากกองทุนเปิดเคแทม แคปปิตอล ซีเคียวริตี้ ฟันด์ (ชนิดสะสมมูลค่า) (KT-CSBOND-A) โดยมีนายวีระ วุฒิคงศิริกูล (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลจาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (กลาง) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ (ขวา) ประธานกรรมการบริหาร บจก.มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด และวารสารการเงินธนาคาร จากงาน Money & Banking Awards 2025 ซึ่งจัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อเร็ว ๆ นี้ รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในการบริหารของทีมบริหารจัดการกองทุน ฝ่ายบริหารความเสี่ยง และฝ่ายวิเคราะห์เครดิตของตราสารที่มีกระบวนการลงทุนที่แข็งแกร่ง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนกองทุนที่มีความสม่ำเสมอและสอดคล้องกับนโยบายของกองทุน ภายใต้กลยุทธ์การกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน สำหรับกองทุน KT-CSBOND (ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ PIMCO GIS Capital Securities Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักมีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนใน Capital Securities ที่มีราคาน่าสนใจ นอกจากนี้ กองทุนยังมีความยืดหยุ่นของกลยุทธ์การลงทุน โดยสามารถทำการปรับสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ตามโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดอยู่เสมอ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทย และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ktam.co.th สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn คำเตือน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน…
