ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็น “ปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้” ให้สามารถลดปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน ชูความคืบหน้าในการช่วยลูกค้าผ่านพ้นวิกฤตทางการเงิน ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 ในช่วงครึ่งปีแรกไปแล้วกว่า 54,000 บัญชี พร้อมขยายความช่วยเหลือต่อในเฟส 2 สู่กลุ่มลูกหนี้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอย่างแท้จริง เพื่อทำให้ชีวิตทางการเงินของคนไทยดีขึ้นทั้งวันนี้และอนาคต นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบต่อสถานการณ์ของลูกหนี้ที่มีความน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้น และปักธงให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านโปรแกรมและโครงการต่าง ๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งเกิดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง ที่ตั้งใจช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอีกลุ่มเปราะบางที่กำลังเผชิญกับภาระหนี้อย่างหนักแต่ยังอยากจะลุกขึ้นมาสู้ ให้สามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งทีทีบีเล็งเห็นความสำคัญของโครงการนี้ว่ามีประโยชน์ต่อลูกหนี้เป็นอย่างมาก จึงผลักดันให้ลูกหนี้ของธนาคารเข้าร่วมโครงการให้ได้มากที่สุด เพื่อปลดหนี้ได้ไวขึ้น และแก้ไขปัญหาหนี้สะสมเรื้อรังอย่างยั่งยืน ทั้งนี้จากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 1 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567 ทีทีบีสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเทียบกับช่วงก่อนมีโครงการ ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้สินเชื่อบ้านที่สามารถช่วยได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,300 บัญชีต่อเดือน จากเดิม 800บัญชีต่อเดือน และลูกหนี้สินเชื่อรถยนต์ เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บัญชีต่อเดือน จากเดิมช่วยเหลืออยู่ประมาณ 8,000 บัญชีต่อเดือน และในช่วงครึ่งปีแรกนี้ได้ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 54,000 บัญชี หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อประมาณ 31,000 ล้านบาท “โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่มีประสิทธิผลในอันดับต้น ๆ ในการใช้มาตรการการแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดสำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่มีภาระหนี้สินหนัก ซึ่งการช่วยเหลือของทีทีบี เราไม่ได้ดูแค่จำนวนลูกค้า แต่ได้ลงไปติดตามดูผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นว่าช่วยลูกค้าได้จริง สะท้อนจากลูกหนี้กลับมาจ่ายเงินตามปกติได้มากขึ้นจากเดิม 10 – 20% จำนวนลูกค้าสินเชื่อบ้านถูกยึดทรัพย์ในแต่ละเดือนลดลงไป 50% ส่วนลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ที่ถูกยึดรถก็ลดลงไปเกือบ 25% ส่งผลให้ธนาคารสามารถบริหารจัดการลูกหนี้ค้างจ่ายได้ดีขึ้นด้วย” นายปิติ กล่าว สำหรับโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำปัญหาที่ได้เรียนรู้จากเฟสแรก มาปรับปรุงมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่เปราะบางได้มากขึ้น และขยายกลุ่มเป้าหมายสำหรับลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่องให้ดีขึ้นรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยในเฟส 2 ทีทีบีคาดการณ์ว่าจะช่วยลูกหนี้ได้เพิ่มอีก 20,000 – 30,000 บัญชี ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ในส่วนของการสมัครและรายละเอียดต่าง ๆ สามารถศึกษาได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย คลิก หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ttb contact center 1428 กด 99 หรือที่ ทีทีบี ทุกสาขา นอกจากนี้ ทีทีบียังช่วยแก้ปัญหาหนี้อย่างครอบคลุมให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยโซลูชันที่เหมาะสม ได้แก่ “โปรแกรมผ่อนดี มีรางวัล” สำหรับลูกค้าสินเชื่อที่มีวินัยการผ่อนชำระที่ดีสม่ำเสมอ โดยธนาคารจะมอบข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อเป็นรางวัลแก่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าว การให้ความรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างถูกต้องและยั่งยืนผ่านโปรแกรม “โค้ชปลดหนี้” ที่ช่วยวางแผนการจัดการหนี้สำหรับลูกค้าพนักงานเงินเดือน เป็นต้น โดยธนาคารสนับสนุนให้ลูกค้ากู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหวเป็นสำคัญ ธนาคารมุ่งมั่นช่วยลูกค้าให้สามารถลดปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน พร้อมฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง เพื่อช่วยสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นของลูกค้าทั้งในวันนี้และอนาคต ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นปีแห่งการ MEANINGFUL Change อย่างแท้จริง…
Author: staff
เอไอเอ คอนเน็คท์ โครงการอาคารสีเขียวสุดล้ำจาก เอไอเอ ประเทศไทย คว้า 2 รางวัลทรงเกียรติสาขา “ESG Initiative of the Year – Thailand และรางวัล Sustainable Development of the Year – Thailand ในงาน Real Estate Asia Awards 2025 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยอาคาร “AIA Connect (เอไอเอ คอนเน็คท์)” ได้รับการออกแบบอย่างอัจฉริยะ โดดเด่นด้วยพื้นที่อาคารที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง จึงนับได้ว่าเป็นนิยามใหม่ของอนาคตแห่งการทำงานที่เชื่อมโยงงานเข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง โครงการเอไอเอ คอนเน็คท์ เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดพรีเมียมแห่งที่ 4 ของเอไอเอ ประเทศไทย โดยมีความสูง 34 ชั้น และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 110,400 ตารางเมตร สำหรับพื้นที่สีเขียวภายในอาคารถูกออกแบบตามเกณฑ์มาตรฐานของ LEED และ WELL Building Standard ระดับโกลด์ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งการเข้าใช้งานแบบไร้สัมผัส รวมถึงระบบอาคารอัตโนมัติอัจฉริยะ โดยโครงการนี้ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังอาคารเอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างสะดวก และยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสี น้ำเงินและสายสีส้ม โครงการดังกล่าวจึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอไอเอ ในการสนับสนุนภาคธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจองค์รวมของประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน สำหรับรางวัล Real Estate Asia Awards นี้เป็นรางวัลเกียติยศระดับสากล จัดขึ้นเพื่อเชิดชูโครงการอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่โดดเด่นทั่วเอเชีย ซึ่งกำหนดมาตรฐานใหม่แห่งความเป็นเลิศในอุตสาหกรรม และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจโครงการเอไอเอ คอนเน็คท์ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ office@cbre.co.th
บมจ. เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) นำผลิตภัณฑ์ประกันเข้าร่วมออกบูธในงาน “วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 24” ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Life Equality for Better สุขคู่ขนาน สานทุกชีวิต พลิกอนาคต” เพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินอย่างทั่วถึง พร้อมเผยแพร่ความรู้และรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญเกี่ยวกับการประกันชีวิต ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.ชญานิน เกิดผลงาม รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พร้อมด้วย นางสาววิไลรัตน์ แสงแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค นางทัศน์วรรณ เที่ยงตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านประกันภัย เข้าเยี่ยมชมบูธ เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต โดยมี นางสาวช่อฟ้า ยุกตะนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและบริหารลูกค้า กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ พร้อมด้วยทีมตัวแทนประกันชีวิตให้การต้อนรับและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดงาน อาทิ ประกันชีวิตเพื่อการเกษียณอายุ (Gen Wealth Choice Smile), ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แบบมีเงินปันผล (Gen Quick Save 10/3 (Par)), ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคมะเร็ง (Gen First Protect) 99/20 และ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (Gen Health hero+) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ (ที่ 6 จากซ้าย) นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ (ที่ 3 จากขวา) นายสุวิทย์ อินทรเฉลิม เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice Presidentฝ่ายการประชาสัมพันธ์ (ขวาสุด) นางสาวฐิติมา จิรเศรษฐสิริ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายผู้จัดการใหญ่ (ที่ 4 จากขวา) นายนิธิรุจน์ สิริรุจิพัฒน์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการภาคกลาง 3 (ที่ 2 จากขวา) ร่วมกับพันธมิตร นายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ที่ 5 จากซ้าย) นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (ที่ 6 จากขวา) นายชำนาญ สมบัตินิมิต (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี นาวาโททรงกลด ปักษิณ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 13 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ที่ 3 จากซ้าย) นายชูชาติ วรรณขำ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเพชรบุรี (ที่ 2 จากซ้าย) นายสุเทพ พิมพ์ศิริ คณะทํางานกรรมการจัดการป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ (ที่ 4 จากซ้าย) และ นายศิริรัตน์ กุลวัฒน์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 บ้านถ้ำเสือ (ซ้ายสุด) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บริหาร พนักงานธนาคารกรุงเทพกลุ่ม…
TRP พร้อมก้าวเข้าสู่การให้บริการอีกระดับ ด้วยการเปิดโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าอย่างครบวงจรในนาม Teeraporn Hospital บนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ด้วยแนวธุรกิจที่มุ่งมั่นความเป็นผู้นำด้านนี้และต่อยอดด้วยการสร้าง Recurring income จากการบริการด้าน Skin and Longevity พร้อมตั้งเป้าการเติบโต 10% ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธีรพร กล่าวว่า “การเปิดโรงพยาบาลธีรพรเป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยการชู 5 จุดเด่น คือ การเป็นผู้ริเริ่มศัลยกรรมบนใบหน้ามากว่า 40 ปี การดูแลโดยทีมแพทย์ระดับอาจารย์แพทย์ การใช้เทคนิคที่คัดสรรมาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล พร้อมใส่ใจทุกขั้นตอนเพื่อให้ผู้รับบริการได้รับประสบการณ์ที่อบอุ่น และการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งได้เปิดตัวผู้บริหารใหม่ไฟแรง นายแพทย์ ธนจักร สินรัชตานันท์ ซึ่งกล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันเรามีบริการที่ตอบโจทย์ทั้งในกลุ่มของการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ที่เราเป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมผ่าตัดทำตาสองชั้น ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า(Face Lock), การทำ Facial Contour และการบริการ Skin and Longevity พร้อมทั้งมีนวัตกรรมที่โดดเด่นคือ Ultra Clear และ Personal Cells เป็นรายบุคคล”
MOTHER ฉายภาพธุรกิจครึ่งปีหลัง เดินหน้าทำสินค้าเฮาส์แบรนด์ต่อเนื่อง และขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง เจาะแหล่งชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ ตอกย้ำกลยุทธ์การขยายตัวในทำเลที่มีศักยภาพและเตรียมพร้อมรองรับการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น หนุนเป้ารายได้ปี 68 เติบโตกว่า 5% นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ MOTHER ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้แบรนด์ “Mother Supermarket” และ “Mother Marche” ในจังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยทิศทางธุรกิจครึ่งหลังปี 2568 ว่า มีแนวโน้มการเติบโตเป็นไปตามแผนที่กำหนด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตของยอดขายและกำไรต่อเนื่อง ผ่านการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางหน้าร้านออฟไลน์และออนไลน์ ตอบโจทย์ต่อความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทจะดำเนินการเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 2 สาขาในปี 2568 โดย 1 ในสาขาที่จะเปิดใหม่ เป็นรูปแบบ Mother Supermarket ตั้งในแหล่งชุมชน และอีก 1 สาขาจะเป็นรูปแบบ Mother Marche เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดกระบี่ เตรียมความพร้อมรับการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 1 แห่ง คือ “Mother Marche หาดคลองนิน-เกาะลันตา” จังหวัดกระบี่ พร้อมกันนี้ ยังเตรียมทำตลาดในส่วนของสินค้าเฮาส์แบรนด์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างมาร์จิ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพที่ดีในราคาที่เข้าถึงได้ และเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน จากปัจจุบันที่มีน้ำดื่มบรรจุขวด แบรนด์ “Mother Marche” และกระดาษเช็ดปาก “โอริ” รวมถึงการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายดันยอดขายให้แรงต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่ารายได้ในปี 2568 จะเติบโตมากกว่า 5% จากปีก่อนที่บริษัทมีรายได้ 1,324.16 ล้านบาท โดยคาดว่ายอดขายช่วงที่เหลือของปี จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านโครงการ”เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง “ครึ่งปีหลัง MOTHER ไม่หยุดที่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมมองหาโอกาสสำหรับการลงทุนในทุกรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว…
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.ยูโอบี ได้เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พันธบัตรรัฐ 6 เดือน 33 (UGOV6M33) อายุประมาณ 6 เดือน มีประมาณการผลตอบแทน 1.25% ต่อปี (ข้อมูลจากอัตราผลตอบแทนที่เสนอโดยผู้ออกตราสาร หรือจากผู้ขาย ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ขนาดโครงการ 10,000 ล้านบาท โดยเสนอขายในราคา 10 บาทต่อหน่วย และยอดลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท กองทุน UGOV6M33 มีความเสี่ยงระดับ 3 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) โดยกองทุนจะลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่รัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกันรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้และ/หรือเงินฝากของสถาบันการเงินหรือธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) กองทุนมีกลยุทธ์การลงทุนแบบครั้งเดียว โดยจะถือทรัพย์สินที่ลงทุนไว้จนครบอายุโครงการของกองทุนรวม (buy-and-hold) กองทุน UGOV6M33 ไม่มีค่าธรรมเนียมการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ซึ่งกองทุนนี้จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ โดยการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนเปิด ยูโอบี ชัวร์ เดลี ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UOBSD) และ/หรือกองทุนรวมตราสารหนี้อื่นใดที่บริษัทจัดการเปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กรอบที่บริษัทจัดการกำหนด โดยจำนวนหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทางที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับคำนวณโดยใช้ราคาขายหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ณ วันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติของกองทุนต้นทาง ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00890/UGOV6M33
นางสาวปานชีวา สุวัณณะปุระ (กลาง) ประธานสายงานทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ (AUCT) รับรางวัล TISCO PVD Best Employer Award 2025 ในงาน HR Smart FINCoach 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (บลจ.ทิสโก้) ได้รับเกียรติจาก ดร. ภากร ปีตธวัชชัย อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตพนักงาน ผ่านการสนับสนุนให้พนักงานเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดอบรมเพื่อให้พนักงานได้รับความรู้ด้านการออมเงิน การวางแผนทางการเงินในระยะยาว และการบริหารจัดการเงินในยามเกษียณ เพราะการมีภูมิคุ้มกันทางการเงินจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงในชีวิต และนำไปสู่ความสุขในการทำงานอย่างยั่งยืน
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ดำเนินธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding company) มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ พลังงาน, โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์, โทรคมนาคมและดาวเทียม และดิจิทัล ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 4 รุ่น ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 3 ปี เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ (ไม่รวมบุคคลธรรมดา) และหุ้นกู้อายุ 5 ปี อายุ 7 ปี และอายุ 10 ปี เสนอขายประชาชนทั่วไป โดยบริษัทฯ จะประกาศรายละเอียดและอัตราดอกเบี้ยให้ทราบอีกครั้ง การออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ เป็นการออกหุ้นกู้ครั้งแรก ภายใต้ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” บริษัทใหม่หลังการควบรวมกิจการกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ GULF มีพอร์ตโฟลิโอทางธุรกิจที่หลากหลายและสมดุลมากขึ้น รวมถึงมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ตลอดจนกระแสเงินสดที่มั่นคง มีการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการได้รับเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (ADVANC) ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจให้กับบริษัททั้งในระดับประเทศ และระดับสากล พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยจะเห็นได้ว่าอันดับเครดิตทั้งขององค์กรและหุ้นกู้ที่จัดโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ “AA-” แนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ “A+” (อันดับเครดิตองค์กรเดิม) และ “A” (อันดับเครดิตหุ้นกู้เดิม) ผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ www.sec.or.th หรือสอบถามผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ดังต่อไปนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร.…
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ร่วมปลูกป่าเพื่อสร้างอาชีพไร้ควันที่ยั่งยืน นำโดย ดร.วุฒิพันธุ์ ตวันเที่ยง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายวุฒิพงศ์ บุญยะสิทธิ์ นางจันทร์จิรา มะลิต้น และนางวิภาศิริ แสงวัชระกุล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมพนักงานจิตอาสาจาก BAM ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับ บริษัท เฮช ฟรี จำกัด และเกษตรกรในชุมชนบ้านห้วยตอง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ปลูกป่าในโครงการต้นแบบ “การปลูกป่าเพื่อสร้างอาชีพไร้ควันที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ทดแทนพื้นที่เสื่อมโทรม และสร้างรายได้จากผลผลิตให้เกษตรกรได้มีรายได้ที่มั่นคง โดยมีอาจารย์ปองทิพย์ เที่ยงบูรณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮช ฟรี จำกัด และนายสำราญ รัตนชัยประสิทธิ์ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยตอง (เจ้าของพื้นที่) นำทีมลงพื้นที่ปลูกป่า สำหรับโครงการต้นแบบ “การปลูกป่าเพื่อสร้างอาชีพไร้ควันที่ยั่งยืน” เป็นโครงการนำร่องของ BAM ที่สนับสนุน บริษัท เฮช ฟรี จำกัด หรือ วิสาหกิจเพื่อสังคมไร้ควัน Haze Free Social Enterprise ที่มุ่งส่งเสริม ให้ชาวบ้านปลูกป่าบนพื้นที่ทำกิน ด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นวนเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นควันในเขตภาคเหนือ ลดการเผาป่า ลดการใช้สารเคมี และส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรได้มีรายในระยะยาวที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ BAM มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยบทบาทความรับผิดชอบในฐานะเป็นสถาบันการเงินที่มุ่งมั่นสนับสนุน การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังสอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ 1: ขจัดความยากจน เป้าหมายที่ 2 : ขจัดความหิวโหย เป้าหมายที่ 3 : มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เป้าหมายที่ 4 : การศึกษาที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่ 5 : ความเท่าเทียมทางเพศ เป้าหมายที่ 6 : การจัดการน้ำและสุขาภิบาล…
