OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต โดย คุณวิลาวัลย์ วรุตพิพัฒน์ Chief People Officer (CPO) เข้ารับรางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ระดับดีเด่น ประจำปี 2568 โดยได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในงานวันคนพิการสากล 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งรางวัลอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ OCEAN LIFE ไทยสมุทร ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ส่งเสริมให้พนักงานได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่และมีคุณค่าในตนเอง สนับสนุนความหลากหลายและการสร้างโอกาสทางสังคมที่เท่าเทียม โดยเปิดโอกาสให้คนพิการมีส่วนร่วมในองค์กร ทั้งในด้านการทำงาน การได้รับสวัสดิการต่างๆ ส่งเสริมการเรียนรู้ และการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมภายในองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยด้วยพลังความรัก สร้างพื้นที่การทำงานที่อบอุ่น ปลอดภัย เต็มไปด้วยความสุข ความสำเร็จ และความมั่นคงในอาชีพ ทำให้ทุกคนมีพลังบวกในการส่งต่อคุณค่าให้กับลูกค้า และขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
Author: staff
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมตระหนักถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัย บริษัทฯ จึงได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ครอบคลุมทั้งด้านลูกค้า พนักงาน และสังคม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ ด้านลูกค้า: อำนวยความสะดวก พร้อมช่วยเหลือทุกช่องทาง กรุงเทพประกันภัยให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยมุ่งยกระดับการเข้าถึงบริการให้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ผ่านมาตรการดูแลหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ มาตรการเร่งด่วนในเบื้องต้น ส่งข้อความ SMS แจ้งความคุ้มครองถึงลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการรับบริการและการติดต่อผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ของบริษัทฯ เปิดแจ้งเคลมน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งประกันภัยทรัพย์สินและประกันภัยรถยนต์ รวมถึงการใช้บริการรถยกได้อย่างสะดวก ผ่าน LINE @bangkokinsurance และโทรสายด่วน 1620 จัดตั้งจุดบริการเคลมในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติมจากสำนักงานสาขาหาดใหญ่ โดยได้ลงพื้นที่ตั้งจุดให้บริการ ณ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหาดใหญ่ มาตรการช่วยเหลือลูกค้าในระยะยาว ขยายระยะเวลาคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยทุกประเภท สำหรับลูกค้ารายย่อยที่กรมธรรม์หมดอายุในช่วงระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยทุกประเภท สูงสุด 90 วัน สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ขยายระยะเวลาผ่อนชำระเบี้ยประกันภัย ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และ 0% สูงสุด 6 เดือน สำหรับบัตรเครดิตอื่นๆ ที่ร่วมรายการ ด้านพนักงาน: ดูแลบุคลากรในพื้นที่น้ำท่วมอย่างเต็มที่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับพนักงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยได้จัดสรรความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมให้แก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุมการเยียวยาและการสนับสนุนด้านสวัสดิการ ดังนี้ เงินช่วยเหลือสำหรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ตามจริงหรือสูงสุด 20,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายในเบื้องต้น เงินกู้สำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือน ดอกเบี้ย 0% วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ระยะการผ่อนชำระ 3 ปี…
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ “พ่อตัวอย่างกรุงเทพมหานคร” จากสำนักงานเขตสาทร ในโอกาสนี้ นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของนายชัย โสภณพนิช โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานมอบโล่รางวัล จากงานเชิดชูเกียรติ “วันพ่อ” ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 โดยนายชัย โสภณพนิช เป็นหนึ่งในพ่อตัวอย่างจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ด้วยการเป็นผู้นำครอบครัวที่ดูแลและอบรมสั่งสอนบุตรได้เป็นอย่างดี เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ส่งเสริมให้บมจ.กรุงเทพประกันภัย เป็นธุรกิจประกันวินาศภัยที่เติบโตแข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นผู้มีจิตเมตตาด้วยการมีส่วนร่วมให้ผู้คนในสังคมได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการริเริ่มและดำเนินนโยบายรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคม ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ หลังสถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก โดยมีทีมผู้บริหาร พนักงาน พร้อมด้วยตัวแทนประกันชีวิตเดินทางลงพื้นที่ เพื่อมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น พร้อมให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในชุมชนต่างๆ ก่อนการลงพื้นที่ พนักงานของกรุงเทพประกันชีวิตจากหลากหลายฝ่ายได้ร่วมแรงร่วมใจด้วยจิตอาสา ในการบรรจุสิ่งของจำเป็นลงในถุงยังชีพ ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง อุปกรณ์ยังชีพ อุปกรณ์ทำความสะอาด และสิ่งของจำเป็น การร่วมมือกันด้วยความตั้งใจของทุกคนสะท้อนถึงพลังแห่งน้ำใจที่กรุงเทพประกันชีวิตมุ่งส่งต่อให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนจำนวนมาก และในฐานะองค์กรที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เราตระหนักดีถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นและต้องการเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยบรรเทาภาระของผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้เกิดขึ้นจาก ‘พลังแห่งความร่วมใจ’ ของพนักงานกรุงเทพประกันชีวิตทุกคน ที่พร้อมสละเวลา แรงกาย และแรงใจ มาร่วมกันจัดเตรียมถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ เพื่อส่งต่อให้ผู้ที่กำลังเผชิญวิกฤตจากอุทกภัยในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการ ‘ใส่ใจ’ ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกชุมชนสามารถฟื้นตัวและกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง” นอกจากนี้ กรุงเทพประกันชีวิตยังได้มอบสิ่งของจำเป็น อาหารพร้อมทาน และอุปกรณ์ทำความสะอาดให้กับสำนักงาน คปภ. ภาค 9 – สงขลา เพื่อกระจายไปยังผู้ที่เดือดร้อนในพื้นที่ พร้อมทั้งลงพื้นที่มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์และให้กำลังใจแก่ลูกค้าในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่อีกด้วย “เราเชื่อว่าความใส่ใจที่ถูกส่งต่อในเวลาที่ผู้คนต้องการที่สุด คือความหมายของการเป็นองค์กรที่ยืนอยู่เพื่อสังคมอย่างแท้จริง เรามองว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่เพียงการส่งมอบสิ่งของเท่านั้น แต่คือการส่งมอบความหวัง กำลังใจให้กับลูกค้า และประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ กรุงเทพประกันชีวิตขอส่งกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบและพร้อมจะเดินหน้าช่วยเหลือและดูแลสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” นายโชน กล่าวปิดท้าย
เอไอเอ ประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยสภากาชาดไทย จากเงินรายได้ที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม AIA One Billion Day ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 เพื่อสานต่อพันธกิจระดับภูมิภาคของกลุ่มบริษัทเอไอเอ ภายใต้แคมเปญ AIA One Billion ที่มุ่งส่งเสริมผู้คนกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี 2573 ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น’ ซึ่งในปีนี้ เอไอเอ ประเทศไทยได้มอบทุนสนับสนุนรวม 2,976,477 บาท ให้แก่โรงเรียน 9 แห่งในจังหวัดตาก เพื่อนำไปใช้ในการสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ เพื่อให้เด็ก ๆ และคุณครูมีโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม และสามารถเข้าถึงพลังงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาโรงเรียน พิธีส่งมอบทุนจัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านแม่กลองน้อย อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากสภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และกลุ่มบริษัทเอไอเอ เข้าร่วม อาทิ นายวิทยา จันทร์ฉลอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ ยาทะเล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก นายสจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ ร่วมด้วยผู้บริหารจากเอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายนิคฮิล แอดวานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด นายมนต์ชัย บุณยรัตพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตัวแทนภูมิภาค 3 นายประกิตติ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต และนางสาวรพีพร วงศ์ทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ เอไอเอ ประเทศไทย นายวิทยา จันทร์ฉลอง กล่าวว่า “โครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยสภากาชาดไทยเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อปี…
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอุทกภัย ซึ่งกำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” (Structural Risk) ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่หลายจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางของผลกระทบ ทำให้บ้านเรือน ร้านค้า รถยนต์ และธุรกิจ SME ต้องหยุดชะงักลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ประเมินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อรายได้ของประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.1 – 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2% ขณะที่ในปี 2569 ประเมินผลกระทบอาจสูญเสียรายได้สูงถึง 9 หมื่นล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นความเสี่ยงเชิงมหภาค (Macroeconomic Risk) ที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยตรง ในมิติของระบบประกันภัย ความเสียหายจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพบว่าขณะนี้มีการติดต่อยื่นเคลมประกันภัยแล้วมากกว่า 44,000 กรมธรรม์ มูลค่ารวมกว่า 10,840 ล้านบาท แยกเป็นความเสียหายด้านรถยนต์จำนวน 17,000 คัน วงเงินประมาณ 4,400 ล้านบาท และความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวน 26,000 ราย วงเงินประมาณ 6,400 ล้านบาท (ข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงในวงการประกันภัย ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2568) ถือเป็นอีกบททดสอบความสามารถในการรองรับความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งมีค่าสินไหมทดแทนสูงกว่า 4 แสนล้านบาท ความเสียหายในครั้งนี้ยังอยู่ในระดับที่ระบบประกันภัยสามารถบริหารจัดการได้ สะท้อนพัฒนาการด้านการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจประกันภัยไทย โดยเฉพาะการใช้กลไกประกันภัยต่อ (Reinsurance) ในการกระจายความเสี่ยงสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ยังตอกย้ำความแตกต่างระหว่าง “ความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์ได้” (Predictable Risk) กับ “ความเสี่ยงรูปแบบใหม่” (Emerging Risk) โดยภัยน้ำท่วมสามารถอาศัยข้อมูลสถิติและแบบจำลองพยากรณ์มาบริหารจัดการได้ ต่างจากกรณีโควิด-19 ที่ไม่มีฐานข้อมูลรองรับในเชิงคาดการณ์…
บริษัท ไทยประกันชีวิต จํากัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตร Chersery Home International โรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจัดกิจกรรม “Palliative Care ดูแลด้วยคุณค่าและความ เข้าใจ” เพื่อสร้างพลังใจ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้ป่ วยระยะประคับประคองและครอบครัว โดยมี นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้อํานวยการ Chersery Home International ถ่ายทอดความรู้ด้านการ ดูแลแบบประคับประคอง ที่มุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่ วยและครอบครัว หรือ Palliative Care รวมถึง การดูแลจิตใจของครอบครัวผู้ป่วย ร่วมด้วย วิทยากรจากไทยประกันชีวิตที่บรรยายให้ความรู้เรื่องการวางแผน ค่าใช้จ่ายสุขภาพและการเงินอย่างรอบด้าน ภายในงาน ยังได้จัดนิทรรศการ 4 โซนพิเศษ เพื่อเติมเต็มความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ป่ วยระยะ ประคับประคองและครอบครัว ประกอบด้วย โซนรู้จัก Palliative Care, โซนดูแลจิตใจและครอบครัว, โซน กิจกรรมพิเศษจากไทยประกันชีวิต และโซนการวางแผนสุขภาพและการเงิน เพื่อสร้างการดูแลในลักษณะองค์ รวม สอดคล้องตามแนวคิดของไทยประกันชีวิตที่ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต คุณค่าของความรัก พร้อมเติมเต็ม การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยนางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า ส่งต่อความใส่ใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย มอบชุดสิ่งของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้จำเป็น และอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้” ของศูนย์อำนวยการช่วยเหลือเครือข่ายวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจประกันภัยทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ณ ลานอเนกประสงค์ สำนักงาน คปภ. เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ กรุงเทพประกันชีวิต ขอร่วมส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดูแลสังคมไทยและสนับสนุนภารกิจบรรเทาทุกข์ในยามวิกฤตอย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมบริจาคในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกรุงเทพประกันชีวิต ที่มุ่งสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยอีกด้วย
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จัดพิธีมอบรางวัล The Leadership Awards 2025 ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จัดตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และคัดเลือกผู้บริหารภาคธุรกิจที่มีศักยภาพโดดเด่น และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยใน 10 สาขาธุรกิจหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ประกาศมอบรางวัล The Leadership Awards 2025 ให้แก่ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในประเภทรางวัล Human Capital Development Award เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และผลงานโดดเด่นด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในทุกมิติ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ในงาน Go Thailand 2026 : Beyond Survival ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่น “นายสาระ ล่ำซำ” ในการยกระดับ “คน” ของเมืองไทยประกันชีวิต ให้เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร ผ่านการวางแผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบ การเสริมทักษะใหม่ (Reskilling) และการต่อยอดทักษะที่จำเป็นในอนาคต (Upskilling) รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักความเท่าเทียม การมีส่วนร่วม (Diversity & Inclusion) และการดูแลคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานด้วยมาตรฐานที่ตรวจวัดได้จริง “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนว่าการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญของความยั่งยืนในทุกมิติ สำหรับเมืองไทยประกันชีวิต เราเชื่อมั่นว่าการเสริมศักยภาพบุคลากร การเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนมีความหมาย คือพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้องค์กรและสังคมเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง” นายสาระ กล่าว
กระทรวงสาธารณสุข จับมือสมาคมประกันชีวิตไทย ยกระดับโรงพยาบาลรัฐในการรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และได้มาตรฐาน สร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจ เบื้องต้นนำร่องเป็นต้นแบบ 28 แห่ง ก่อนขยายผลทั่วประเทศ วันที่ 3 ธันวาคม 68 ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสมาคมประกันชีวิตไทย โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย เป็นผู้ลงนาม และมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน นายพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าพัฒนาระบบบริการของสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลดความแออัด สะดวกทันสมัย ผ่าน Service Center และบริการอื่นๆ อาทิ คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทยมุ่งเสริมระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหน่วยบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ การลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงาน ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐาน เกิดความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเงินการ คลังและเศรษฐกิจ ระหว่างหน่วยบริการของรัฐกับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน โดยจะนำร่องในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม28 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบุรีรัมย์เพื่อให้เป็นต้นแบบการดำเนินการก่อนขยายผลโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป นางนุสรา นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า สมาคมประกันชีวิตไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้มีความโปร่งใส ได้มาตรฐาน และสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการบริการที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกับ หน่วยบริการสาธารณสุขของภาครัฐได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความคุ้มครอง รวมทั้งสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐในการบริการด้านสุขภาพภายใต้ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้เอาประกันภัยและประชาชนทั่วไปอย่างครอบคลุม
