กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI และบริการ เร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ AI ของประเทศไทย ผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคง เข้ากับขีดความสามารถ AI ระดับองค์กร และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม หนุนไทยสู่ผู้นำเศรษฐกิจ AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท กัลฟ์ เอดจ์ จำกัด (กัลฟ์ เอดจ์) ผู้ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในเครือบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และค็อกนิแซนท์ (Nasdaq: CTSH) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและบริการ และผู้เชี่ยวชาญการพัฒนา AI (AI Builder) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเร่งการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ทั่วประเทศไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI-native economy) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ที่กำลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลก ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ก้าวต่อไปของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดย กัลฟ์ เอดจ์ และ ค็อกนิแซนท์ จะร่วมกันผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคงปลอดภัย เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม AI และประสบการณ์การยกระดับองค์กรระดับโลก เพื่อมุ่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถปรับใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงกว้าง ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานความแข็งแกร่งของ กัลฟ์ เอดจ์ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน คลาวด์ และเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในภาคธุรกิจหลักของไทย เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ ค็อกนิแซนท์ ทั้งในด้าน AIวิศวกรรมดิจิทัล การยกระดับระบบคลาวด์ให้ทันสมัย (Cloud Modernization) การจัดการข้อมูลและการปฏิบัติงานอัจฉริยะ โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันนำเสนอโซลูชัน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม AI โซลูชันสำหรับองค์กร การเชื่อมโยงระบบ ตลอดจนบริการบริหารจัดการระบบอย่างมืออาชีพ (Managed Services) ความร่วมมือในเฟสแรกจะมุ่งเร่งการปรับใช้ AI ในกลุ่มธุรกิจสำคัญ เช่น การเงินและการธนาคาร พลังงาน บริการสุขภาพ…
Author: staff
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 2 รางวัล จากเวที Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้ “โครงการหิ่งห้อย” ซึ่งนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรขององค์กรไปต่อยอดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รางวัลที่ได้รับประกอบด้วย รางวัล Social Empowerment จากโครงการหิ่งห้อย พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และ หิ่งห้อย นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน และรางวัล Green Leadership จากโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเวทีดังกล่าวจัดขึ้นโดย Enterprise Asia องค์กรชั้นนำที่ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CKPower เชื่อว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการหิ่งห้อยจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียน วิศวกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อม ไปสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่ห่างไกล ทั้งในด้านการเข้าถึงพลังงานสะอาด การสร้างอาชีพ และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โครงการหิ่งห้อยดำเนินงานภายใต้กรอบกลยุทธ์การสร้างคุณค่าสู่สังคม (CSR Strategy Framework 2565–2569) ผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ หิ่งห้อย: พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี หิ่งห้อย: เพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหิ่งห้อย: นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน โดยคณะทำงานด้านความยั่งยืนของแต่ละโรงไฟฟ้าเป็นกลไกสำคัญในการร่วมพัฒนาโครงการกับชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานตอบโจทย์พื้นที่จริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ สำหรับ 2 รางวัลที่ได้รับจากเวที AREA มีดังนี้ สาขา…
“บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” เดินหน้าสานต่อโครงการ “Green Energy Green Network for THAIs พลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย” พื้นที่ที่ 2 ของปี 2569 ที่ “บ้านวุ้งกะสัง ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร” โดย GULF นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน มาช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงสาธารณูปโภคด้านพลังงานไฟฟ้า ด้วยการสนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ที่ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งน้ำร้อน – วุ้งกะสัง” เพื่อยกระดับสุขภาวะ ความปลอดภัย พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของเด็กก่อนวัยเรียน ขณะเดียวกันไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดยังถูกเชื่อมต่อไปยังส่วนกลางของหมู่บ้าน ทั้งศาลาอเนกประสงค์ และลานกีฬา เพื่อให้คนชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน และนำไปสู่การต่อยอดพัฒนาอาชีพ เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่อไป นางสาวดวงใจ จูมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านวุ้งกะสัง ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า “บ้านวุ้งกะสัง เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอที่เก่าแก่ ตั้งอยู่ในหุบเขาทางด้านทิศตะวันตกของเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า จ.กำแพงเพชร ปัจจุบันมีประชากรราว 357 คน 110 หลังคาเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการปศุสัตว์เป็นหลัก ในหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ยามค่ำคืนต้องจุดเทียนหรือจุดขี้ไต้ หรือบางบ้านจะมีโซลาร์เซลล์เพื่อแสงสว่างเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์สื่อสารหรือเครื่องไม้เครื่องมือทางการเกษตรที่ต้องใช้ไฟฟ้า ชาวบ้านต้องเดินทางไปหมู่บ้านข้างเคียงระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร เพื่อชาร์จไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย และเสียเวลาในการทำมาหากิน ประกอบอาชีพ ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งน้ำร้อน – วุ้งกะสัง ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนในหมู่บ้านก็ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์เดิมเสื่อมสภาพ ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ๆ” นางสาววรารัตน์ ปูตือ ครูผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งน้ำร้อน – วุ้งกะสัง กล่าวเสริมว่า “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ดูแลเด็กนักเรียนอายุตั้งแต่ 2 – 5 ขวบ หรือเตรียมอนุบาลจนถึงอนุบาล 2 ปัจจุบันมีจำนวน 13…
ที่บ้านของเรา… มีของเก่ากี่ชิ้นที่ “ยังไม่ได้ไปต่อ” ตู้เย็นที่เริ่มไม่เย็น แอร์ที่เริ่มมีเสียงดัง หรือทีวีเครื่องเดิมที่ยังเก็บไว้ ทั้งที่อยากเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ที่ประหยัดพลังงานกว่า หลายครั้ง เราไม่ได้เก็บของเหล่านั้นไว้เพราะยังใช้งานได้ แต่เพราะ “ไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการของเก่าอย่างไร” เรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละบ้านหลายล้านหลัง กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มากถึง 708,454 ตัน คิดเป็นกว่า 65% ของของเสียอันตรายจากชุมชน ขณะที่มีของเสียจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยน แต่อยู่ที่หลายคน “ยังไม่มีทางเลือกที่ง่ายและน่าเชื่อถือพอ…ที่จะเริ่มต้น” และนี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ไม่ได้หยุดบทบาทเพียงวันที่ขายสินค้า แต่เลือกเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ดูแลตลอดทั้งวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่ ‘ซ่อมก่อนทิ้ง’ – เพื่อยืดอายุสินค้าให้ยาวนานขึ้น ‘รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า’ – เพื่อนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และ ‘นำวัสดุหมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง’ ทุกกระบวนการ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็น HomePro Circular Economy Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (CHANGE FOR BETTER LIVING) — เพราะเชื่อว่า การเปลี่ยนที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กในบ้าน และทุกๆ การเลือกในชีวิตประจำวัน จาก “ขายสินค้า” สู่ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า” เมื่อผู้บริโภคเลือกแบรนด์จาก “สิ่งที่แบรนด์ทำ” มากกว่า “สิ่งที่แบรนด์พูด” ธุรกิจค้าปลีกจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพสินค้า ราคา หรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคตลอดวงจรชีวิตของสินค้า วันที่ขายสินค้าออกไป จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ นี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ยกระดับบทบาทตัวเอง จากผู้จำหน่ายสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่แบรนด์ที่พร้อมดูแลบ้านและคุณภาพชีวิตผู้คนในระยะยาว ตั้งแต่การเลือกซื้อ การดูแลรักษา การยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโมเดลธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก จาก “ขายสินค้าแล้วจบ” ไปสู่การ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า” เพราะในอนาคต ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ จะไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ และกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน…
คปภ. – ธปท. – ก.ล.ต. ประกาศผลผู้ชนะ Master Protect & Wealth Board Game Hackathon 2026 ผลปรากฏว่า ทีม Try Two Tiles คว้ารางวัลชนะเลิศ เตรียมต่อยอดต้นแบบบอร์ดเกมสู่สื่อการเรียนรู้ ด้านการบริหารความเสี่ยง การประกันภัย การออม และการลงทุน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. มอบหมายให้ ดร.ชญานิน เกิดผลงาม รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและกล่าวปิดกิจกรรม Master Protect & Wealth Board Game Hackathon 2026 ซึ่งสำนักงาน คปภ. จัดขึ้นร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ และสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย ณ โรงแรม Royal River กรุงเทพมหานคร พร้อมมอบ รางวัลชนะเลิศให้แก่ ทีม Try Two Tiles ในผลงานชื่อ Critter Tradewinds รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน ในการพัฒนารูปแบบการสื่อสารความรู้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ โดยใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือถ่ายทอดเรื่องการบริหารความเสี่ยง การประกันภัย การออม และการลงทุน ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจจากสถานการณ์จำลอง ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เกิดความเข้าใจและจดจำอันเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สนุก เข้าถึงง่าย และสร้างการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของโครงการว่า “ความมั่นคงทางการเงินเริ่มต้นจากการบริหารความเสี่ยง ก่อนต่อยอดสู่การออมและการลงทุน” ก่ อนเข้าสู่กิจกรรม…
บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมพิเศษ “เมืองไทย Smile Trip : เที่ยว กิน ฟิน มู @ ระยอง–จันทบุรี” เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสุดประทับใจให้แก่สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ โดยพาผู้ร่วมทริปออกเดินทางสู่ 2 จังหวัดเสน่ห์แห่งภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เที่ยว กิน ฟิน มู” ที่ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น และการเสริมสิริมงคลในทริปเดียว ตลอดกิจกรรมสมาชิกได้สัมผัสความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เริ่มต้นที่จังหวัดระยอง ชมความอลังการของฟาร์มดอกไม้เมืองหนาวขนาดใหญ่ที่ศูนย์เลิศพนานุรักษ์ ก่อนเดินทางสู่ไฮไลต์สำคัญอย่างทุ่งโปรงทอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชื่อดังของปากน้ำประแส ที่ยามแสงอาทิตย์สาดส่องจะสะท้อนใบโปรงเป็นสีทองอร่าม นอกจากการท่องเที่ยวแล้ว สายกินก็ฟินไม่แพ้กัน เพราะทริปนี้ได้คัดสรรร้านอร่อยและเมนูขึ้นชื่อจากทั้งจังหวัดระยองและจันทบุรีมาให้สมาชิกได้ลิ้มลองอย่างเต็มอิ่ม พร้อมรสชาติความอร่อยแบบต้นตำรับ โดยมี “ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์” นักชิมและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารแถวหน้าของประเทศ ร่วมพาตะลุยชิมของอร่อยประจำถิ่น ตั้งแต่อาหารพื้นบ้านรสชาติจัดจ้าน อาหารทะเลสดใหม่ ไปจนถึงอาหาร Street Food ระดับตำนานของเมืองจันท์ สร้างความประทับใจและเติมเต็มประสบการณ์แห่งความอร่อยตลอดเส้นทางการเดินทางครั้งนี้ สำหรับสายมู ทริปนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดจันทบุรี เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ทั้งศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และวัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮัวยี่) วัดจีนมหายานที่มีสถาปัตยกรรมงดงามโดดเด่น พร้อมขอพรเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จในชีวิต อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจคือการเดินชม ชุมชนริมน้ำจันทบูร ชุมชนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของชาวไทย จีน และญวนคาทอลิก ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน พร้อมเยี่ยมชมอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิกอันงดงาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดจันทบุรี กิจกรรม “เมืองไทย Smile Trip : เที่ยว กิน ฟิน มู @ ระยอง–จันทบุรี” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษที่เมืองไทยสไมล์คลับตั้งใจมอบให้แก่สมาชิก เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งการพักผ่อน การรับประทานอาหาร และการเสริมพลังใจในบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง สะท้อนความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิตในการส่งมอบความสุขและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์สมาชิกในทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างลงตัว สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ที่ MTL Click Application…
บมจ.กรุงไทย – แอกซ่า ประกันชีวิต ร่วมงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 นำโดย คุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด (คนที่ 8 จากขวา) และได้รับเกียรติจาก คุณวสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) (คนที่ 7 จากขวา) เข้าเยี่ยมชมบูธของบริษัทฯ ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และกองทุนประกันชีวิต ภายใต้แนวคิด “Healthy Life Happy Future สุขภาพดี ชีวิตดี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต โดยภายในบูธของบริษัทฯ ได้คัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ อาทิ Global Saving Plus 15/8 และ Global Saving Plus 25/5 แบบมีผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง (อินเด็กซ์ ลิงค์) แบบประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ที่มุ่งเน้นการยกระดับการวางแผนการเงิน และการออม พร้อมโอกาสได้รับผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง Citi Grandmaster RC5 Index ซึ่งบริหารจัดการการลงทุนโดย Citi จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในรูปแบบของผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง และ Easy Protect 6 แบบประกันชีวิตตลอดชีพ ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องผูกพันกับการชำระเบี้ยประกันเป็นเวลานาน โดยชำระเบี้ยเพียง 6 ปี คุ้มครองชีวิตถึงอายุ 99 ปี สามารถสร้างหลักประกันและมรดกให้ครอบครัว และสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว พร้อมพบกับโปรโมชันมากมาย รวมถึงของสมมนาคุณสำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน นอกจากนี้สำหรับลูกค้าของบริษัทฯ และบุคคลทั่วไป ได้รับบริการตรวจสุขภาพ และตรวจวัดสายตา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายบริษัทฯ ที่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 MDRT Thailand โดย รัฐพร สังคนนท์ ประธาน MDRT Thailand จัดงาน “MDRT DAY 2026: Rising of Excellence ก้าวสู่ 100 ปี MDRT ยกระดับสู่ความเป็นเลิศ” โดยมีสมาชิกและผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 คน ซึ่งเนื้อหาของงานในครั้งนี้มุ่งให้ผู้เข้าร่วมนำแนวคิดและวิธีการทำงานไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ทั้งด้านการวางแผนความคุ้มครอง การปกป้องรายได้ การสื่อสารกับลูกค้า การสร้างตลาดใหม่ และการพัฒนาตนเองภายใต้มาตรฐาน MDRT พร้อมกระตุ้นให้ตัวแทนประกันชีวิตที่ยังไม่เคยพิชิตคุณวุฒิ MDRT ใช้วาระครบรอบ 100 ปี ในปี 2027 เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์องค์กรวิชาชีพระดับโลก
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) ประกาศความสำเร็จอีกครั้ง หลัง SCBGOLDH หรือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ THB เฮดจ์ (ชนิดสะสมมูลค่า) ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 จากเวที Money & Banking Awards 2026 ในประเภทกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities Fund) สะท้อนความเชี่ยวชาญของ SCBAM ในการบริหารกองทุนและการพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในหลากหลายสภาวะตลาด นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) กล่าวว่า “การที่ SCBGOLDH ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปีในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจของ SCBAM และเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีวินัย โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ รางวัลดังกล่าวยังเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากกองทุน SCBGOLD ที่ได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปีต่อเนื่องในปี 2567 และ 2568” “ความสำเร็จในครั้งนี้ยังสะท้อนความสามารถของ SCBAM ในการออกแบบทางเลือกการลงทุนในทองคำให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ลงทุน โดยมีทั้ง SCBGOLD สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก และ SCBGOLDH สำหรับผู้ที่ต้องการลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้” นางนันท์มนัสกล่าวเพิ่มเติม ทั้งนี้ SCBGOLDH มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุน ETF ทองคำชั้นนำของโลกอย่าง SPDR Gold Trust เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเน้นโอกาสรับผลตอบแทนจากราคาทองคำเป็นหลักควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน SCBAM ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ากับความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับทางเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพสำหรับผู้ลงทุน และสนับสนุนเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็น The Best Fund House ที่ได้รับความไว้วางใจในระยะยาว ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02 777 7777 หรือ 02 949 1500
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด พร้อมเปิดให้บริการจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ปี 2569 ครั้งที่ 1 ผ่าน Bond Connect Platform ระหว่างวันที่ 3–5 สิงหาคม 2569 โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการขยายโอกาสการเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงภาครัฐและตลาดทุน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนในยุคดิจิทัล พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ปี 2569 ครั้งที่ 1 เปิดเสนอขาย 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.80% ต่อปี โดยกำหนดวงเงินจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ภายใต้วงเงินเสนอขายรวม 2,000 ล้านบาท และใช้หลักเกณฑ์การจัดสรรแบบ Small Lot First ซึ่งทยอยจัดสรรให้ผู้จองซื้อทุกรายเป็นรอบละ 1,000 บาท เพื่อกระจายโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุนรายย่อยอย่างทั่วถึง อีกหนึ่งจุดเด่นของพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” คือการเชื่อมต่อการลงทุนระหว่าง ตลาดแรกและตลาดรอง ผ่าน Bond Connect Platform โดยภายหลังการเสนอขาย ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายพันธบัตรผ่านแอปพลิเคชัน Streaming ภายใต้หลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกำหนดกรอบราคาซื้อขาย (Ceiling และ Floor) ตามมาตรฐานตลาด ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความยืดหยุ่นในการบริหารการลงทุน ขณะที่การจองซื้อผ่าน Bond Connect Platform ในช่วงเสนอขายครั้งแรก ไม่มีค่าธรรมเนียมการจองซื้อ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงตลาดตราสารหนี้สำหรับผู้ลงทุน คุณกุลธิดา กุลวิบูลย์อนันต์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า “เอเซีย พลัส มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านการลงทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในทุกมิติ โดยการเปิดให้บริการจองพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform…
