ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดหลักสูตร “SCB BuildNext พลิกธุรกิจรับเหมา SME ให้โตอย่างเป็นระบบ ด้วย Digital และ AI” นำเอสเอ็มอีในกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รับมือความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมในยุคที่ต้นทุนมีความผันผวน ผ่านการเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมโครงการ และการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง โดยมี นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้บริหารงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้ อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างเผชิญความท้าทายจากแรงกดดันด้านต้นทุน จากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่เพิ่มต่อเนื่องทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและกำไรลดลงชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการขึ้นราคา เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ส่งผลให้ยอดขายและอุปสงค์โดยรวมชะลอ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและกลาง เนื่องจากคุมต้นทุนและเงินทุนได้ยาก ดังนั้น แนวทางการปรับตัว คือ การที่ธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีและกระจายแหล่งจัดซื้อ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ดี Pain Point ของผู้ประกอบการ คือ การเริ่มต้น และความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบในการบริหารไปสู่ดิจิทัล และบางผู้ประกอบการต้องการพัฒนาระบบแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการลงทุนใหญ่ครั้งเดียว หลักสูตร “SCB BuildNext พลิกธุรกิจรับเหมา SME ให้โตอย่างเป็นระบบ ด้วย Digital และ AI” จึงแตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป โดยมุ่งออกแบบให้เข้าใจ Pain Point ของธุรกิจรับเหมา และเน้นการใช้ ดิจิทัล AI และ Data เพื่อช่วยคุมต้นทุน ติดตามงาน และบริหารธุรกิจให้แม่นยำขึ้น ทั้งยังเปิดมุมมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อเป็นแนวทางการปรับตัวและโอกาสใหม่ทางธุรกิจ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมหลักสูตรจะได้รับประโยชน์ด้วยกันใน 3 มิติ ได้แก่ 1) Build People สร้าง Digital Mindset ยกระดับทักษะดิจิทัล และเชื่อมการทำงานระหว่างคนต่างรุ่นในองค์กร…
Author: staff
K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่านักลงทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Global Wealth Management” มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และการแสวงหาโอกาสการลงทุนจากทั่วโลกมากกว่าการจำกัดพอร์ตไว้เฉพาะตลาดในประเทศ ทั้งในด้านสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว การถือสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ (USD) จึงไม่ได้เป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงิน แต่เปรียบเสมือน “ประตูสำคัญสู่การลงทุนทั่วโลก” เนื่องจากสินทรัพย์การลงทุนระดับโลกจำนวนมากซื้อขายและกำหนดราคาในสกุลดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ต่างประเทศ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า USD ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของระบบการเงินโลก คิดเป็นประมาณ 58% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก และตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนของธุรกรรมประมาณ 89% ของธุรกรรมทั้งหมด สะท้อนบทบาทของ USD ในฐานะสกุลเงินหลักสำหรับการลงทุนและการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้น สำหรับนักลงทุนไทย การมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศและถือ USD จึงเป็นทั้งเครื่องมือกระจายความเสี่ยงออกจากเศรษฐกิจไทย และช่องทางในการเข้าถึงโอกาสการลงทุนระดับโลกที่อาจไม่มีหรือมีทางเลือกจำกัดในตลาดไทย “K WEALTH ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเชีย ซึ่งน่าจะยังเติบโตได้ดีในระยะยาว ในขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทประเมินว่ามีโอกาสที่จะกลับไปอ่อนค่าได้ที่ระดับ 33.80 บาท ณ สิ้นปี 2569” ดร. ตรีพล กล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงยกระดับ K PLUS ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนระดับโลกแบบครบวงจร (Global Wealth Platform) ที่ช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เชื่อมโยงทุกมิติการลงทุนระดับสากลผ่านการลงทุนด้วยสกุลเงิน USD โดยตรง สามารถแลกเงินได้ผ่านบัญชีเงินฝาก K PLUS Global Savings เพื่อลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ ตลอดจนบริการซื้อ-ขายทองคำกับร้านทองชั้นนำ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน ลดต้นทุนการแปลงสกุลเงินซ้ำซ้อน เป็นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก บริการทางการเงินพื่อการออมและลงทุนสกุลเงินต่างประเทศแบบครบวงจรบน K PLUS ได้แก่ -ออมเงินสกุลต่างประเทศผ่านบัญชีเงินฝาก K PLUS Global…
บริษัท อีซี่ เลนดิ้ง จำกัด (Easy Lending) ในกลุ่มบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQMalpha ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท สิทรอน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Sitron Power เปิดตัวโครงการ “Solar Plus” ผสานความเชี่ยวชาญด้านการเงินและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น นางสาวสมพร อำไพสุทธิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซี่ เลนดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “Easy Lending ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย เล็งเห็นถึงความสำคัญและต้องการสนับสนุนโครงการ Sustainable และ โครงการ ESG ของกลุ่มบริษัท ในขณะที่การเข้าถึงพลังงานทางเลือกแสงอาทิตย์ของคนไทยยังมีข้อจำกัดหลายประการ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ Sitron Power เพื่อที่จะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา โดยให้บริการสินเชื่อสำหรับ Solar Rooftop ผ่อนสูงสุด 60 งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 0.65% – 0.71% ต่อเดือน และค่างวดเริ่มต้นประมาณ 2,1XX บาทต่อเดือน เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับแนวทาง Green Finance ของบริษัท ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงการลงทุนด้านพลังงานสะอาดได้มากขึ้น” ด้าน นางสาวประภารัตน์ ตังควัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิทรอน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Solar Plus เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำให้การเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยนำความเชี่ยวชาญของ Sitron Power ด้าน Solar Rooftop ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง และดูแลระบบ นำมาผสานกับโซลูชันด้านการเงิน เพื่อช่วยให้ประชาชนคนไทยมั่นใจที่จะเลือกใช้พลังงานทางเลือกแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น…
รายงานฉบับใหม่ของ McKinsey & Company ประเมินว่า ตลาดประกันชีวิตสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWI) ในเอเชียกำลังเข้าสู่ช่วงการเติบโตครั้งสำคัญ จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในศูนย์กลางบริหารความมั่งคั่งอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนจากการซื้อประกันเพื่อความคุ้มครอง ไปสู่การใช้ประกันเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความมั่งคั่ง การสร้างสภาพคล่อง การวางแผนมรดก การส่งต่อทรัพย์สิน และการบริหารความเสี่ยงของครอบครัว McKinsey คาดว่า เบี้ยประกันภัยรับใหม่ต่อปีจากกลุ่ม HNWI ในเอเชียอาจมีมูลค่าสูงถึง 100,000–140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ขณะที่ปัจจุบันมี HNWI ในเอเชียเพียงประมาณ 15–20% ที่นำประกันชีวิตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนความมั่งคั่ง สะท้อนว่าตลาดยังมีช่องว่างสำหรับการเติบโตอีกมาก สินทรัพย์ทางการเงินส่วนบุคคลในเอเชีย-แปซิฟิกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 120 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 หรือคิดเป็นประมาณ 40% ของสินทรัพย์ทางการเงินส่วนบุคคลทั่วโลก โดยเติบโตเฉลี่ย 6.4% ต่อปี ขณะที่สินทรัพย์ของกลุ่ม HNWI เติบโตมากกว่า 8% ต่อปี นอกจากนี้ เอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นครั้งใหญ่ โดยคาดว่าจะมีทรัพย์สินประมาณ 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐถูกส่งต่อภายในปี 2030 พฤติกรรมของลูกค้า HNWI เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นความคุ้มครองเป็นหลัก สู่การวางแผนทางการเงินตลอดช่วงชีวิต ทั้งการสร้างสภาพคล่อง การส่งต่อมรดก การสืบทอดธุรกิจ การดูแลสุขภาพ และการสร้างรายได้หลังเกษียณ ในตลาดสิงคโปร์ ผลิตภัณฑ์ Indexed Universal Life และ Participating Savings Plans มีสัดส่วนประมาณ 80–85% ของยอดขายผ่านโบรกเกอร์ที่เน้นลูกค้า HNWI ณ สิ้นปี 2025 อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การตัดสินใจซื้อประกันของ HNWI ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างลูกค้ากับบริษัทประกันเพียงสองฝ่าย แต่มีทั้ง Private Bank, Broker, Financial Advisor และ Family Office เข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะโบรกเกอร์ซึ่งยังเป็น “Gatekeeper” สำคัญในการเข้าถึงลูกค้า ขณะเดียวกัน Private Bank…
ธปท. เผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ได้อานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก ด้านส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น จับตาตลาดแรงงานพบมีการแจ้งหยุดกิจการชั่วคราวและการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยขยายตัวจากเดือนก่อน ตามแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การส่งออกยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงบ้างจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า สำหรับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากทั้งรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกลเนื่องจากอุปทานการบินทยอยฟื้นตัวหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลง ประกอบกับอุปสงค์เพิ่มขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการโดยเฉพาะสาขาโรงแรมและร้านอาหารขยายตัวตาม ด้านการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายในหมวดบริการโดยเฉพาะร้านอาหาร จากผลของมาตรการภาครัฐ และการท่องเที่ยวในประเทศที่ปรับดีขึ้นเนื่องจากมีวันหยุดยาวพิเศษ ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากเดือนก่อนจากหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง ประกอบกับการปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการในหมวดอาหารโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหาร ส่วนราคาสินค้าและบริการในหมวดที่มิใช่อาหารทรงตัว ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานโดยรวมทรงตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรง รวมทั้งจำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่สุทธิที่ลดลง จากการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้า ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน จากดุลการค้าที่กลับมาสมดุล ตามมูลค่าการนำเข้าทองและเชื้อเพลิงที่ลดลง ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามฤดูกาลการส่งกลับกำไรและเงินปันผล แนวโน้มระยะต่อไปนั้น ธปท. มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึงโดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลบวกจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ของโลก ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนมีแรงสนับสนุนจากมาตรการรัฐ ทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง และแนวโน้มรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตร ประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก 2) พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลของมาตรการรัฐ 4) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ
ธนาคารไทยพาณิชย์จัดงานสัมมนา “ SCB WEALTH Investment Outlook ภายใต้ธีม The New Market Regime : Turning Uncertainty into Opportunity ” ให้แก่กลุ่มลูกค้า Wealth เพื่อถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจ และแนวทางการบริหารพอร์ตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินโลก มุ่งสร้างและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “One Smart Wealth” ผสานศักยภาพของกลุ่มSCBX และพันธมิตรระดับโลก เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินและการลงทุนแบบครบวงจร พร้อมกันนี้ SCB WEALTH ได้นำ VAULT Framework มาใช้วางแผนและบริหารทรัพย์สินใน 5 มิติ ได้แก่ การสร้างรายได้ การสร้างความเติบโตของทรัพย์สิน การบริหารความเสี่ยง การจัดการสภาพคล่อง และการคว้าโอกาสการลงทุนในระยะสั้น เพื่อเชื่อมโยงการบริหารความมั่งคั่งเข้ากับเป้าหมายชีวิตของลูกค้าแต่ละราย ตอกย้ำบทบาท “Your Trusted Wealth Banking Partner” ภายใต้แนวคิด “Your Success. Our Success.” การจัดสัมมนาในครั้งนี้นำทีมโดย นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย (ที่ 7 จากขวา) Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วย นายศรชัย สุเนต์ตา (ที่ 7 จากซ้าย) CFA ,Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากกลุ่ม SCBX และพันธมิตรระดับโลกที่ร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย Mr.Navin Saigal (ที่ 2 จากซ้าย) , Managing Director and Head of Global Fixed Income , Asia…
นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของ บลจ.กสิกรไทย ให้การต้อนรับผู้ช่วยศาสตราจารย์พิพัธน์ เรืองแสง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ที่ 3 จากขวา) และรองศาสตราจารย์ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ รองผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และดิจิทัล สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมคณะกรรมการและสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวนกว่า 50 ท่าน ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุน โดยผู้เข้าร่วมได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดที่ผันผวน พร้อมเสริมความรู้ด้านตลาดการเงิน การจัดสรรสินทรัพย์ การลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG) และการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงรับฟังผลการดำเนินงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสนับสนุนการวางแผนทางการเงินและการออมเพื่อวัยเกษียณอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ พหลโยธิน เมื่อเร็วๆ นี้
บลจ. แอสเซท พลัส มองตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้น หลังฟื้นตัวโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปี 2569 จากทั้งปัจจัยด้าน Valuation ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ กระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้าสู่ตลาด Emerging Markets รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น ขณะที่การลงทุนด้าน Data Center และ AI Infrastructure กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นและมีโอกาสพัฒนาเป็น New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย พร้อมมองว่าระยะต่อไป “ผลประกอบการ” จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนราคาหุ้น ทำให้การคัดเลือกหุ้นหรือ Stock Selection มีความสำคัญมากขึ้น ชู 2 กลยุทธ์ลงทุนผ่าน ASP-T12 และ ASP-SME เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหุ้นไทย นายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ภาพของตลาดหุ้นไทยในปี 2569 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากเผชิญแรงกดดันและถูกลดน้ำหนักการลงทุนมาเป็นระยะเวลาหลายปี โดยการปรับตัวขึ้นของตลาดในรอบนี้ไม่ได้มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนสำคัญเกิดจาก การ Re-rating ของตลาดหุ้นไทยจากฐาน Valuation ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประกอบกับการกลับเข้ามาของกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ “สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่ช่วงต้นปี คือการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินลงทุนทั่วโลก นักลงทุนเริ่มกระจายเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ มายังตลาด Emerging Markets มากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีจุดเริ่มต้นจาก Valuation ที่ค่อนข้างถูก เมื่อประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จึงช่วยให้ Sentiment ต่อตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำไปสู่การ Re-rating ของตลาดในช่วงที่ผ่านมา” นายคมสันกล่าว ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า SET Index ปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 26.3% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิสะสมกว่า 27,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนให้เห็นทั้ง Sentiment และทิศทางกระแสเงินทุนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว บลจ. แอสเซท…
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยปัจจัยท้าทายและความผันผวนรอบด้าน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานดินเนอร์ทอล์ค Thailand Business Outlook 2026: Navigating a New Wave of Global Uncertainty ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การค้า การลงทุน เพื่อนำเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติ ให้แก่ภาคธุรกิจไทยในการก้าวข้ามผ่านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ผลการศึกษา UOB Business Outlook Study 2026 ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในเวทีดังกล่าว สะท้อนว่า แม้ผู้ประกอบการไทยมากกว่า 3 ใน 5 ยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ แต่ความท้าทายสำคัญได้เปลี่ยนไปสู่ปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนในปัจจุบันนับเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว และทบทวนกลยุทธ์การเติบโตใหม่ เวทีเสวนาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยยังมีศักยภาพสูงในการเติบโต หากสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการกระจายตลาด การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนใน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่” ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในปาฐกถาพิเศษว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของระเบียบเศรษฐกิจโลก (Global Economic Order) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญ จากทั้งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า การเกิดขึ้นของพันธมิตรทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ตลอดจนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบ ซึ่งล้วนส่งผลให้ภูมิทัศน์การค้าและการลงทุนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ…
หากลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนดอยสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายตลอดปี ปลูกกาแฟ ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง แต่โอบล้อมไปด้วยทิวเขา ธรรมชาติสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือหมู่บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่บนแพอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน เหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด แต่ทว่าในความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเหล่านั้น กลับถูกกลืนหายไปในความมืดมิด เพียงเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรืออยู่ในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า มีไฟฟ้าใช้ไม่เพียงพอ กลายเป็นเงื่อนไขขีดเส้นแบ่งชีวิตของผู้คน ที่เผชิญกับข้อจำกัดคือ “ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน” ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา หรือการสื่อสารได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” เดินหน้าส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ครอบคลุม 20 พื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดอยสูง พื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ชายแดน เพราะ GULF เชื่อว่าการเข้าถึงไฟฟ้า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้คนสามารถใช้บริการขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แต่ยังช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน บ้านดอยเวียง: เปลี่ยน “กาแฟเชอรี่” สู่ “กะลา” เพิ่มรายได้เกษตรกร อย่าง “บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่” ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เป็นชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่ที่มีประชากรราว 100 หลังคาเรือน ราว 400 คน อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างเกื้อกูล ชาวบ้านที่นี่กว่า 80% ปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลัก โดยปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ เป็นวิถีเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า ปลูกกาแฟและดูแลผืนป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน และด้วยความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพอากาศและดินทำให้ผลผลิตกาแฟของบ้านดอยเวียงมีรสชาติดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทว่าชุมชนแห่งนี้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งไม่เสถียรใช้งานได้เพียง 3 – 4 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อถึงฤดูแล้งที่สายน้ำเหือดแห้ง ทั้งหมู่บ้านจะไม่มีไฟฟ้าใช้เลยตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจขายกาแฟเชอรี่สดเท่านั้น ไม่สามารถแปรรูปได้ ซึ่งราคาขายจะอยู่เพียงกิโลกรัมละ 25 – 30 บาท ขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง…
