บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต รายงานผลการดำเนินธุรกิจไตรมาสแรก ปี 2568 เติบโตแบบพุ่งทะยาน ยืนหนึ่งเหนือการเติบโตของตลาด เบี้ยทะลุเป้าทุกช่องทาง ดันเบี้ยรับรวมแตะหมื่นล้าน มูลค่าธุรกิจใหม่เติบโต 116% พร้อมเดินหน้าเสริมแกร่งทุกมิติ ขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน มร.โทมัส วิลสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า “อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดศักราชปี 2568 ด้วยผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่ง เติบโตโดดเด่นในทุกช่องทางจัดจำหน่าย ในขณะที่ตลาดรวมมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวม (GWP) อยู่ที่ 5.8% อลิอันซ์ อยุธยา สามารถสร้างผลงานการเติบโตได้ถึง 18.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวมแตะที่ 10,966 ล้านบาท ในขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเติบโต 52% อยู่ที่ 2,747 ล้านบาท โดยมาจากช่องทางตัวแทน 1,256 ล้านบาท ช่องทางขายผ่านธนาคาร 1,037 ล้านบาท ช่องทางขายตรง 333 ล้านบาท และ ช่องทางอื่นๆ 121 ล้านบาท ความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและการวางกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ตลาดอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของการเสริมศักยภาพตัวแทน ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมต่างๆ อาทิ “The Heroes Franchise Builder” ที่ออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์เสมือนจริง เสริมสร้างความรับผิดชอบและทักษะการบริหารทีมอย่างมืออาชีพ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประกันสุขภาพและผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ (UL) มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 30% และ 20% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสำเร็จในการวางกลยุทธ์ที่ผสานความคุ้มครองเข้ากับการวางแผนการเงินระยะยาว รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ระยะสั้น ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีผ่านช่องทางธนาคาร ซึ่งถือเป็นแรงส่งสำคัญต่อภาพรวมการเติบโตของบริษัทในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มอลิอันซ์ ผู้ถือหุ้นหลักของ บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก กำไรจากการดำเนินงานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.2 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์…
Author: staff
ธนาคารกสิกรไทย พร้อมเคียงข้างให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและธุรกิจก้าวต่อไปได้ ท่ามกลางความท้าทายยุคเศรษฐกิจผันผวน ย้ำความเข้มข้นของการเป็นธนาคารที่เป็น “ผู้ช่วยสนับสนุน พาลูกค้าก้าวไปข้างหน้า” (Progressive Enabler) เพื่อทำให้ทุกเรื่องการเงินของลูกค้าไปได้อีก โดยมุ่งเสริมศักยภาพระบบนิเวศทางการเงิน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความเสถียร เข้ากับการบริการที่ใส่ใจ เสนอโซลูชันที่เหมาะสมให้ลูกค้า ครอบคลุมทั้งด้านการบริการการเงิน การลงทุน และการแข่งขันของธุรกิจในตลาดโลก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านแคมเปญภาพยนตร์โฆษณา ในคอนเซปต์ “ประทับใจ ไปได้อีก” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของลูกค้า สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของธนาคารที่พร้อมสนับสนุนให้ชีวิตและธุรกิจของลูกค้าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมีภารกิจสำคัญคือ การเป็นธนาคารที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และเป็นแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ดูแลช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่างๆ ผ่านยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รองรับการใช้บริการการเงินที่หลากหลาย และขยายเครือข่ายการให้บริการการเงินด้วยการเชื่อมต่อระบบชำระเงินระหว่างประเทศ โดยธนาคารใช้เทคโนโลยีและบุคลากรที่มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และมีเสถียรภาพสูง รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย เช่น การเป็นสังคมสูงวัยที่ต้องมีการวางแผนการเงิน การลงทุน และบริหารจัดการความมั่งคั่ง เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่น พร้อมเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ และธุรกิจเอสเอ็มอีในการจัดการกับความท้าทายใหม่ นำพาธุรกิจไทยให้เข้มแข็ง เดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมกันนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของลูกค้าที่หลากหลาย ผ่านแคมเปญสื่อสาร “ประทับใจ ไปได้อีก” สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของธนาคารที่จะเป็นแรงผลักดันและสนับสนุนให้ชีวิตและธุรกิจของลูกค้าก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา 3 เรื่อง ได้แก่ · แท๊กซีธรรมดา – ต่างเจน ต่างไลฟ์สไตล์ ต่างมีน้ำใจ พร้อมซัพพอร์ตให้ชีวิตสะดวก ง่าย ทันใจ · น้องบอล – บริการด้วยใจ ดูแลจากรุ่นสู่รุ่น เคียงข้างทุกเป้าหมายในชีวิต · มูเตลู – เพราะทุกไอเดียมีความหมาย พร้อมจุดพลังให้ธุรกิจก้าวไปได้ไกล ชมภาพยนตร์โฆษณาที่พร้อมพาทุกคน #ประทับใจไปได้อีก https://www.kasikornbank.com/k_3FwRoim และบน KBank Live ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, TikTok, YouTube, X, LINE และ Instagram รวมถึงสื่อดิจิทัลและบิลบอร์ดในพื้นที่ใจกลางเมืองที่สร้างสรรค์ไอเดียและเนื้อหาให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละโลเคชัน…
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเน้นย้ำจุดยืนที่พร้อมเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต เพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับทุกคน พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month โดยใช้การสื่อสารภายใต้แคมเปญ “ห่วงใยกันมายาวนาน” แสดงให้เห็นแนวคิดของเมืองไทยประกันชีวิตที่ใส่ใจ ให้ความสำคัญและรับรองความรักทุกรูปแบบมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิตมีประกันดีดี ที่ใส่ใจทุกความหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของความรักและการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตเพื่อส่งต่อหลักประกันให้คนที่คุณรัก ด้วย ShieldLife จากเมืองไทยประกันชีวิต ที่โดดเด่นด้วยวงเงินคุ้มครองที่เลือกเองได้ จ่ายเบี้ย สั้น – ยาว เลือกเองได้ ซื้อได้สูงสุดถึงอายุ 90 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี หรือความคุ้มครองสุขภาพ การวางแผนทางการเงินอย่างการออมทรัพย์ รวมถึงการวางแผนเพื่อการเกษียณ ให้ทุก ๆ ความรักสามารถเข้าถึงทุกบริการได้อย่างเท่าเทียม พร้อมส่งต่อความรักและความสุขให้กับคนที่คุณรักอย่างมั่นคง โดยสามารถระบุผู้รับประโยชน์เป็นคนที่คุณรัก เพียงระบุความสัมพันธ์ ด้วยคำว่า “คู่ชีวิต” โดยไม่มีการขอเอกสารแสดงความสัมพันธ์เพิ่มเติม พร้อมกิมมิคช่องวงเล็บสีรุ้ง อันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่า ผู้ขอเอาประกันกลุ่ม LGBTQ สามารถใส่ชื่อคนรัก เป็นผู้รับประโยชน์ได้ นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังสื่อสารแคมเปญผ่านช่องทาง Social Media รวมถึง KOLs ผู้เป็นตัวแทนกลุ่ม LGBTQ เช่น คุณ Ampsupa ,คุณ บอมมีน เพจคนจะไปก็ต้องไป, น้องพีพี่เฟิส และ KOLs อีกหลายท่าน ที่จะพูดคุยและแชร์มุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับเส้นทางชีวิต การเติบโต และการวางแผนชีวิตของคู่ LGBTQ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการเปิดใจคุยและการยอมรับจากคนในครอบครัว อีกทั้งยังมี Online Activity ให้ทุกคนระบุคู่ชีวิต พร้อมแชร์ต่อผ่าน Template Add your บน Instagram Story ของ @Muangthailife ซึ่งสามารถติดตามได้จากทุกช่องทางสื่อสารของเมืองไทยประกันชีวิต ได้ที่เว็บไซต์ www.muangthai.co.th , YouTube,…
กรุงเทพประกันชีวิต ร่วมกับ “มนุษย์ต่างวัย” ชวนทุกคนมาวางแผนอนาคตในการใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่ต้องการ ทั้งเรื่องการเงิน การออม ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ไปจนถึงอาชีพหลังเกษียณที่ใช่ ตามสไตล์ของตัวเอง ด้วยแนวคิด “Financial Wellness” ยกทัพผู้เชี่ยวชาญและแบบประกันชีวิตดีๆ ที่ถูกออกแบบมาด้วยความใส่ใจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใช้ชีวิตในวัยเกษียณ ที่บูธ P4 กรุงเทพประกันชีวิต ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025: ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2568 ณ IMPACT Exhibition Center Hall 8 นอกจากนี้ ยังพบกับกิจกรรมเวิร์กช็อป “My Financial Blueprint” พิมพ์เขียวทางการเงินในแบบของตัวเอง โดย อาจารย์รัก ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ที่จะมาถอดรหัสสถานะทางการเงินของคุณ เพื่อสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคง กิจกรรม “Wellness Check-up” ทำแบบทดสอบสุขภาพการเงิน เพื่อค้นหาเป้าหมายที่ใช่ และพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญการวางแผนตามเป้าหมายชีวิต และไฮไลท์เด็ด “Ask the Expert” เปิดให้คำปรึกษา วิเคราะห์และบริหารการเงินแบบตรงจุด กับนักวางแผนการเงินมืออาชีพ Certified Financial Planner – CFP® ลงทะเบียนจองเวลารับคำปรึกษาล่วงหน้าได้ที่ https://bla.bangkoklife.com/AsktheExpert พิเศษภายในงาน เพียงซื้อประกันชีวิตแบบใดก็ได้ (ยกเว้นแบบประกันยูนิต ลิงค์) พร้อมชำระเบี้ยประกันภัยปีแรกแบบรายปี และดาวน์โหลด ลงทะเบียน และเข้าใช้งานแอป BLA Happy Life ภายในวันที่ 31 ก.ค. 68 รับของสมนาคุณทันที 3 ต่อ กระเป๋าช้อปปิ้ง และบัตรกำนัล พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัล รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Infrastructure Equity (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (ES-GINFRA-D) สำหรับผลการดําเนินงานรอบระยะเวลาบัญชี 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ในอัตรา 0.80 บาทต่อหน่วย กำหนดเงินจ่ายปันผลในวันที่ 26 มิถุนายน 2568 นี้ โดยกองทุนดังกล่าวมีการจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก นับจากวันเริ่มต้น Class D – ชนิดจ่ายเงินปันผล ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2567 สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Infrastructure Equity (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (ES-GINFRA-D) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว (Master Fund) คือ Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund ในหน่วยลงทุนชนิด Class A ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) ดำเนินงานตามระเบียบของ UCITS กองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวบริหารจัดการโดย Lazard Fund Managers (Ireland) Limited และลงทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยกองทุนหลัก Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุน และตราสาร ที่เทียบเท่าตราสารทุน (หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ และ Depository Receipts) ของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่ Listed หรือ Traded ใน regulated markets นอกจากนี้ เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์การลงทุน กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือ…
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าพบ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ และคณะผู้บริหารสายงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมสถาบัน ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำประกันภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานที่ไม่น่าอภิรมย์ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่เทศกิจ เจ้าหน้าที่ขุดลอกท่อ พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัครในชุมชนต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในภารกิจประจำวัน โดยสำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานคร จะร่วมกันร่างกรอบแนวทาง การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ทั้งการจัดทำประกันทรัพย์สินราชการและเอกชนที่ให้บริการ การจัดทำประกันกลุ่มสำหรับชุมชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงศึกษาข้อกำหนดด้านกฎหมายและมาตรการคุ้มครอง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การคุ้มครองบุคลากรและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ การหารือร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. และกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบและจัดทำการประกันภัยดังกล่าว สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและ สร้างความอุ่นใจให้กับบุคลากรด่านหน้าและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้อย่างแท้จริง
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ยืนหยัดในการเป็น “พันธมิตรทางการเงินที่ใส่ใจทุกช่วงชีวิตของคนไทย” ตามปรัชญาธนาคาร “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” พร้อมส่งต่อความรู้ทางการเงินผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ล่าสุดได้รับเกียรติร่วมเวทีบรรยายพิเศษในงาน “OTOP MIDYEAR 2025” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแบ่งปันความรู้ทางการเงินในหัวข้อ “คุยปัญหาการเงิน ฉบับวัยสร้างครอบครัว – วัยเกษียณ แก้ปัญหายังไง หาทางออกให้เป็น” สู่การบริหารเงินอย่างชาญฉลาดและปฏิบัติใช้ได้จริง นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยเครดิตมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนและการยกระดับความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ของประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศ โดยธนาคารไทยเครดิตได้ส่งเสริม “ภูมิคุ้มกันทางการเงิน” อย่างจริงจังและต่อเนื่องมากว่า 8 ปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้กับกลุ่มเปราะบางในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งมักประสบปัญหาในด้านการวางแผนทางการเงิน” “ตังค์โต Know-how” หนึ่งในโครงการเพื่อสังคมของธนาคารไทยเครดิตที่พร้อมจะ “เติมเต็มช่องว่างความรู้การเงิน สร้างอนาคตที่มั่นคง” ผ่านการเรียนรู้ให้เรื่องของการเงินสามารถเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงและปรับใช้ได้จริง โดยมีเวทีเสวนา กิจกรรมภาคสนาม และเครื่องมือวัดความรู้ต่าง ๆ สำหรับการเข้าร่วมในงาน “OTOP MIDYEAR 2025” เป็นอีกก้าวสำคัญของบทบาท ธนาคารไทยเครดิต ร่วมมือกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการผลักดันองค์ความรู้ทางการเงินในระดับชุมชน ทั้งนี้ OTOP ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่สนับสนุนให้ชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าและผลักดัน Soft Power ของประเทศไทย การมีส่วนร่วมในงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ทางการเงิน แต่ยังเป็นการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจระดับชุมชน เสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ และร่วมผลักดันเป้าหมายของ ชาติในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ธนาคารไทยเครดิตฯ จึงเชื่อมั่นว่า “เรื่องเงินเรียนรู้ให้สนุกได้ทุกที่” และการได้ร่วมเวทีกลางในงาน OTOP MIDYEAR 2025 นี้…
ธนาคารโลกระบุในรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เศรษฐกิจของเมียนมาร์ที่ตกต่ำอย่างหนักคาดว่าจะหดตัวลง 2.5% ในปีงบประมาณ 2025/26 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบที่รุนแรงของแผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านไป ธนาคารโลกระบุว่าความเสียหายโดยตรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์นั้นประเมินไว้ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของประเทศ โดยประเมินว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจจะลดลงประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็นจากแผ่นดินไหว ธนาคารโลกระบุว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากกว่า 17 ล้านคน โดย 9 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกิน 3,700 ราย ตามข้อมูลของคณะรัฐประหารของเมียนมาร์ เมลินดา กูด ผู้อำนวยการฝ่ายไทยและเมียนมาร์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและผู้คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้สภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบากอยู่แล้วเลวร้ายลง และทดสอบความสามารถในการฟื้นตัวของประชาชนชาวเมียนมาร์อีกด้วย” “ความพยายามในการฟื้นฟูมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยเหลือประชากรที่เปราะบางที่สุด” โฆษกของคณะรัฐประหารไม่ได้ตอบรับการเรียกร้องจากรอยเตอร์เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ในเดือนธันวาคม ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเมียนมาร์จะหดตัว 1% ในปีงบประมาณ 2024/25 ที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม เนื่องจากน้ำท่วมรุนแรงในประเทศ เมียนมาร์ตกอยู่ในความวุ่นวายตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจจากการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง มีความพยายามจากนานาชาติเพื่อหยุดยั้งความขัดแย้ง แต่กลุ่มกบฏกล่าวหาว่ากองทัพละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เรียกร้องให้มีการให้ความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวธนาคารโลกระบุว่า คาดว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างมัณฑะเลย์และเนปิดอว์จะสูญเสียผลผลิตมากถึงหนึ่งในสามระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน ก่อนที่จะฟื้นตัวบางส่วนในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ รายงานระบุว่าแผ่นดินไหวอาจทำให้ระดับความยากจนของประเทศเพิ่มขึ้น 2.8 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากขึ้นต้องตกอยู่ในภาวะยากจน การสำรวจก่อนเกิดแผ่นดินไหวประเมินว่าระดับความยากจนจะอยู่ที่ 31 เปอร์เซ็นต์ในปี 2024 “วิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้นของเมียนมาร์ทำให้กลไกการรับมือของครัวเรือนอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก” คิม เอ็ดเวิร์ดส์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและหัวหน้าโครงการสำหรับประเทศไทยและเมียนมาร์กล่าว
กลุ่มดุสิตธานีเผยความสำเร็จแผน 9 ปี หลังจากเดินทางสู่ช่วงปลายของแผนระยะที่ 3 ช่วง Unlock Value ที่พร้อมเก็บเกี่ยวการเติบโตจากการลงทุนและการขยายธุรกิจในช่วงก่อนหน้านี้ พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักในปีนี้ไว้ที่ 20-25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ไม่รวมรายได้จากรายการพิเศษ) โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการรอรับรู้รายได้การโอนโครงการที่พักอาศัย Dusit Residences และ Dusit Parkside ที่ขายไปแล้วประมาณ 90% ของโครงการทั้งหมด (ประมาณการมูลค่ารายได้ 16,000 ล้านบาท เมื่อมีการโอน) ระบุไทม์ไลน์สำคัญจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป ย้ำหลังการโอน ภาระดอกเบี้ยจ่ายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมนำโดยโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เรือธงที่สำคัญ จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีในปีนี้เป็นปีแรก รวมถึงธุรกิจอาหารที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เผยเตรียมนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเวลาเหมาะสม เพื่อเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กลุ่มดุสิตธานีอย่างยั่งยืน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มดุสิตธานีวางแผนกลยุทธ์ 9 ปี (2559-2568) โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงเวลาละ 3 ปี ได้แก่ ช่วงที่ 1 ช่วงสร้างฐาน (2559-2561) ช่วงที่ 2 ช่วงขยายการเติบโต Take Off (2562-2565) และช่วงที่ 3 ช่วงเก็บเกี่ยวการเติบโต Unlock Value (2566-2568) ขณะนี้กลุ่มดุสิตธานีได้เดินหน้ามาถึงช่วงปลายของระยะที่ 3 แล้ว จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ จะได้สรุปสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงแผนงานในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แผน 9 ปีเป็นไปตามเป้าหมาย ช่วงที่ 1 ช่วงสร้างฐาน (2559-2561) เป็นช่วง 3 ปีแรกของการเข้ามาบริหารงานกลุ่มดุสิตธานี โดยเป้าหมายที่วางไว้จะโฟกัสที่การสร้างคน ทั้งวัฒนธรรมองค์กร ทัศนคติ การพัฒนาทักษะพนักงาน พัฒนากระบวนการทำงาน เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี สร้างศักยภาพของสินทรัพย์กลุ่มดุสิตธานี และยกระดับศักยภาพของแบรนด์ดุสิตธานีให้ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์…
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ย้ำความสำเร็จงาน “มหกรรมทางการเงินออนไลน์ : Welfare Marketing Beyond 2025” สะท้อนประสิทธิภาพการให้บริการด้านออนไลน์ของธนาคาร หลังได้รับกระแสตอบรับมีผู้สนใจเข้าร่วมงานผ่าน Live Streaming ช่องทาง Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และจองสิทธิ์โปรโมชันพิเศษเป็นจำนวนมาก ทั้งสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5 เดือนแรก 1.50% ต่อปี, สินเชื่อซ่อม – แต่ง ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% ต่อปี และเงินฝากดอกเบี้ยสูง 1.75% ต่อปี สามารถจองสิทธิ์โปรโมชันงาน Welfare Marketing Beyond 2025 วันที่ 14 มิถุนายน 2568 ผ่าน Line GHB Buddy นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากกลยุทธ์ ในการส่งเสริมให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้สะดวกมากขึ้น ธอส. จึงจัดงาน “มหกรรมทางการเงินออนไลน์ : Welfare Marketing Beyond 2025” ในรูปแบบ Live Streaming ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยการจัดงานเพียง 1 ชั่วโมงได้รับกระแสตอบรับ มีผู้สนใจเข้าชมกว่า 6 ,400 ราย และมียอดจองสิทธิ์โปรโมชันพิเศษภายในงานเป็นจำนวนมาก สะท้อนประสิทธิภาพการให้บริการด้านออนไลน์ของธนาคาร โดยลูกค้าที่สนใจสามารถจองสิทธิ์โปรโมชันพิเศษงานมหกรรมทางการเงินออนไลน์ : Welfare Marketing Beyond 2025 ได้ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้าน Welfare Marketing Beyond 2025…
