บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส ธุรกิจสินเชื่อโตไม่หยุด ดันผลงาน 6 เดือนแรกปี 2568 สร้างสถิติใหม่กำไรนิวไฮ 308.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.14% รายได้รวม 1,367.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.45% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ยอดสินเชื่อคงเหลือรวม 1,470.52 ล้านบาท เตรียมตั้งบริษัทย่อยเพื่อจัดหาและจำหน่ายสินค้ารองรับธุรกิจสินเชื่อ ด้านกลุ่มธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงิน ได้ผลดีค่าเสื่อมตู้บุญเติมทยอยลด คงเป้าหมายการเติบโตที่ 10-15% พร้อมเคาะปันผลระหว่างกาล 0.18 บาท/หุ้น ปิดสมุด 28 ส.ค. 2568 กำหนดจ่าย 9 ก.ย 2568 นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร “บุญเติม” และเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “GINKA Charge Point” ภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” กล่าวถึงผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากธุรกิจหลัก 1,281.04 ล้านบาท กำไรสุทธิ 308.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.26% และ 58.14% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 1,101.92 ล้านบาท กำไรสุทธิ 194.82 ล้านบาท โดยผลงานกลุ่มธุรกิจสินเชื่อครบวงจร “บุญเติม เงินพร้อมใช้” บริหารโดย บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท แคปปิตอล จำกัด บริษัทย่อยของ FSMART ยังเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้จากดอกเบี้ยรวม 150.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 335.48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มียอดสินเชื่อคงเหลือรวม 1,470.52 ล้านบาท โดยมีกลุ่มฐานลูกค้าองค์กรเดิมเพิ่มขึ้นและฐานลูกค้าองค์กรใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ…
Author: staff
“บมจ. โอสถสภา” หรือ OSP โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่ง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งอัตรากำไรขั้นต้น 41.9% ขยายตัว 3.7% YoY และ 1.6% QoQ มีกำไรสุทธิ 1,010 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติในงวดก่อน เติบโต 9% YoY และ 4% QoQ ตอกย้ำศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การดำเนินงานที่สร้างผลกำไรอย่างแข็งแกร่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น เดินหน้าขยายตลาดขับเคลื่อนการเติบโตในครึ่งปีหลังและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตควบคู่การบริหารจัดการต้นทุนต่อเนื่อง นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 (เมษายน-มิถุนายน) บริษัทฯ ทำรายได้จากการขาย 6,807 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศลดลงจากปัจจัยฤดูกาล ในขณะที่รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโต ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวลดลง และการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศและกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 41.9% และทำกำไรสุทธิ 1,010 ล้านบาท ถือเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หนุนให้ภาพรวม 6 เดือนแรกบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,980 ล้านบาท เติบโต 13% YoY ตอกย้ำศักยภาพการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัว นางสาวรติพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “โอสถสภายังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังด้วยส่วนแบ่งการตลาดในครึ่งปีแรก 44.6% เดินหน้ากิจกรรมการตลาดเชิงรุกโดยมุ่งเน้นกลยุทธ์กลุ่มผลิตภัณฑ์ (Brand Portfolio) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายระดับราคา พร้อมทำแคมเปญการตลาดตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดแบรนด์ผ่านความร่วมมือระหว่างแบรนด์เพื่อขยายฐานผู้บริโภค โดยในไตรมาส 2 รายได้เครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศเติบโต 4% QoQ หลังจากการปรับโครงสร้างการขายและการจัดจำหน่ายถึงเดือนเมษายน ทำให้รายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล ดริงก์เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะเครื่องดื่มเปปทีน สะท้อนความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพ ด้านรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโตโดดเด่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เด็กและครอบครัวแบรนด์เบบี้มายด์และอัลตร้ามายด์…
บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 พอร์ตสินเชื่อรวมแตะระดับ 174,807 ล้านบาท เติบโต 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 7,546 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% และมีกำไรสุทธิ 1,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% โดยยังสามารถควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.62% ฟากผู้บริหาร “ปริทัศน์ เพชรอำไพ” ระบุ ครึ่งปีหลังเดินหน้าส่งมอบบริการทางการเงินในมาตรฐานสากลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตมั่นคง นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลงจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตด้วยกลยุทธ์การขยายพอร์ตสินเชื่อผ่านเครือข่ายกว่า 8,433 สาขาทั่วประเทศ ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 ควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่ยังคงพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้รับบริการทางการเงินที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม พร้อมมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 174,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.02% รายได้รวม 7,546 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.45% และกำไรสุทธิ 1,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถควบคุมคุณภาพหนี้เสีย (NPL) ไว้ที่ 2.62% ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้มีรายได้รวม 14,788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.84% และกำไรสุทธิ 3,218 ล้านบาท…
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีแนวโน้มชะลอตัว สินเชื่อเพื่อรายย่อยเติบโตช้าจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ภาวะความเชื่อมั่นของตลาด และปัจจัยกดดันต่าง ๆ ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 191,400 ล้านบาท, ยอดสินเชื่อใหม่ 45,400 ล้านบาท, ยอดสินเชื่อคงค้าง 136,000 ล้านบาท และยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 273,700 บัญชี ข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรชี้ ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย ครึ่งปีหลังเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาระดับผลการดำเนินงาน โดยมุ่งสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมบริหารต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยนำการวิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการทำการตลาด ปรับกลยุทธ์การตลาดและวิธีทำ โปรโมชันโดยใช้ศักยภาพและเครือข่ายพันธมิตรของกลุ่มบริษัทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมปรับจุดขายผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องนายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า “สภาพเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาระหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง, สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ, การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ เช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบการส่งออก, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้ธุรกิจบัตรเครดิตมีแนวโน้มหดตัวลง อีกทั้งสถาบันการเงินมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อควบคุมความเสี่ยง ในขณะที่ผู้บริโภคหลายกลุ่มเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายจากความกังวลเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว” นายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด และประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้สมาคมธนาคารไทย กล่าวเสริมว่า “จากสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงและภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงส่งผลให้ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้สินเชื่อมากขึ้นและต้องการลดภาระการใช้สินเชื่อในสถานการณ์ความไม่แน่นอนจึงส่งผลให้มีการใช้สินเชื่อที่ลดลง ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการการควบคุมของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในการปล่อยสินเชื่อในสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง” ข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรีคอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 ชี้ให้เห็นว่า· กลุ่มรายได้สูง (Affluent & Super Affluent) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลัก สร้างยอดใช้จ่ายผ่านบัตรกว่า 40% ของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งหมด· ในครึ่งปีแรกของปี 2568…
ธนาคารกสิกรไทยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR MOR และ MRR ลงร้อยละ 0.25 ต่อปี มีผลวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นในหลายภาคส่วน อันเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว และอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 1.50 ต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่แม้จะยังคงขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แต่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้านซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นน่าจะเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังคงเผชิญภาระต้นทุนทางการเงินสูงท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ธนาคารทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลง โดยมีรายละเอียดดังนี้ · อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.25% จาก 6.97% เหลือ 6.72% ต่อปี · อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.94% เหลือ 6.69% ต่อปี · อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.25% จาก 7.03% เหลือ 6.78% ต่อปี ธนาคารเชื่อมั่นว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว และธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความยืดหยุ่นทางการเงิน เพื่อต่อยอดการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยเฉพาะมิติด้านสังคม “S – Social” หรือการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อพนักงานและกิจกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคมเพื่อประโยชน์ต่อลูกค้า ชุมชน และสังคมไทยในระยะยาว นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทดำเนินกิจกรรมเพื่อพนักงานและกิจกรรมจิตอาสาหลากหลายรูปแบบ โดยมีเป้าหมายหลักในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร และ ส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อสังคม ผ่านแนวคิด “ส่งต่อความสุขสู่สังคม” ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรอยยิ้มให้กับผู้รับ แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ เติบโต และสร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับพนักงานอย่างลึกซึ้ง นอกจากการจัดกิจกรรมแล้ว บริษัทฯ ยังสนับสนุน “วันลากิจกรรมจิตอาสา (CSR Leave)” เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกทำความดีในแบบที่ตนเองสนใจและถนัด โดยในปี 2568 มีพนักงานใช้สิทธิดังกล่าวแล้วถึง 260 คน หรือ 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทดำเนินกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมรวม 8 กิจกรรมหลัก อาทิ 1. กิจกรรมส่งมอบความสุขให้กับน้องผู้พิการทางสติปัญญา (มกราคม) เนื่องในโอกาสวันเด็ก ณ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา จ.ราชบุรี 2. กิจกรรมพับผ้าขนหนูเป็นตุ๊กตาหมี 1,000 ตัวเพื่อแบ่งปัน (กุมภาพันธ์) จัดพร้อมกันทั่วประเทศ เชิญชวนพนักงานจากสำนักงานภูมิภาคและสาขา ร่วมพับผ้าขนหนูเป็นตุ๊กตาหมี 1,000 ตัว พร้อมเขียนการ์ดส่งกำลังใจ เพื่อมอบให้น้องๆ ในโรงพยาบาลเด็กและพื้นที่ห่างไกล 3. กิจกรรมส่งมอบตุ๊กตาหมีให้กับน้องๆ ที่โรงพยาบาลเด็ก (เมษายน) ณ โรงพยาบาลเด็ก 4. MTL ค่ายเพาะสุข ปลูกจิตอาสา ครั้งที่ 3 (พฤษภาคม) กิจกรรมช่วงปิดเทอมสำหรับบุตร-หลานหรือสมาชิกในครอบครัวพนักงาน เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และจิตอาสาผ่านกิจกรรม eco-print พิมพ์ลายดอกไม้ลงบนกระเป๋าผ้าเพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน เรียนรู้การบริหารการเงิน และสนุกกับการทำคัพเค้ก DIY ตามจินตนาการ 5.…
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดี คือรากฐานของชีวิตที่มั่นคง จึงมุ่งมั่น ทุ่มเท มอบความห่วงใย และสุขภาพที่ดีให้คนไทย ผ่านโครงการ “คาราวานตรวจสุขภาพทั่วไทย” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้มอบบริการตรวจสุขภาพพื้นฐานให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงลูกค้าของบริษัทฯ ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลในเครือข่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ท่านที่สนใจสามารถติดตามเส้นทางคาราวานใกล้บ้านคุณ ผ่านทาง www.krungthai-axa.co.th หรือ ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1159 ได้เร็วๆ นี้ สำหรับโครงการคาราวานตรวจสุขภาพทั่วไทย ของ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ได้เคียงข้างและดูแลคนไทยทั่วประเทศแล้ว มากกว่า 600,000 ราย ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเคียงข้างคนไทย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น และส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับนโยบายบริษัทฯ ที่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป
กลุ่มธนาคารยูโอบีประกาศผลกำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (1H25) อยู่ที่ 4.0 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในหลายกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเลขสองหลัก ขณะที่กำไรสุทธิลดลงร้อยละ 3 อยู่ที่ 2.8 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เนื่องจากการตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการธนาคารมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 85 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ คิดเป็นอัตราการจ่ายประมาณร้อยละ 50 พร้อมจ่ายเงินปันผลพิเศษงวดที่สองอีก 50 เซนต์ ตามแผนการจัดสรรเงินทุนที่ประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงทรงตัวจากปีก่อน โดยการเติบโตของปริมาณสินเชื่อช่วยลดผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ลดลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง สินเชื่อ และบัตรเครดิต รายได้อื่นที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากกระแสเงินที่ไหลเข้ามาจากธุรกรรมบริหารเงินของลูกค้า แม้จะถูกกดดันจากกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์และบริหารสภาพคล่องที่อ่อนตัวลง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 44.4 เป็นร้อยละ 43.5 ในครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพสินทรัพย์ยังคงมั่นคง โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และต้นทุนการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 34 จุด เนื่องจากการตั้งสำรองเฉพาะรายและสำรองเชิงป้องกันที่สูงขึ้น ในครึ่งปีแรกของปี 2568 กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Wholesale Banking) มีกำไรก่อนหักภาษีลดลงร้อยละ 12 จากปีก่อนหน้า จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการแข่งขันเพื่อสินทรัพย์คุณภาพ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจวาณิชธนกิจสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้จากการบริหารเงินของลูกค้า (customer-related treasury income) เติบโตเป็นเลขสองหลัก ธุรกิจการธนาคารด้านธุรกรรม (Transaction Banking) ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่ทำกำไร โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รายได้จากสินเชื่อการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกับการขยายฐานลูกค้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการจัดการเงินสด การค้า และห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) แบบบูรณาการในตลาดหลัก รายได้ข้ามพรมแดนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 26 ของรายได้รวมของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายและความแข็งแกร่งของกลุ่มธนาคารในด้านการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของยูโอบีรายงานกำไรก่อนหักภาษี 1.1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ในครึ่งปีแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์…
– โชว์ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งกว่าเดิม เพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นโดยจ่ายปันผลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน พ.ค. พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงิน 5 พันล้านบาท – ธุรกิจศูนย์การค้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักรายได้เติบโตต่อเนื่องพร้อมอัตรากำไรเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ – 4 กันยายน นี้ เตรียมเปิดเซ็นทรัล พาร์ค แลนด์มาร์กที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ยกระดับวงการค้าปลีกไทยสู่เวทีโลก และ 24 ตุลาคม เตรียมเปิดเซ็นทรัล กระบี่ – โชว์ความเป็นเลิศรอบด้าน คว้ารางวัล “2025 Fortune Southeast Asia 500” 2 ปีซ้อน, 2 รางวัลใหญ่จากเวที “Retail Asia Awards 2025”, 2 รางวัลใหญ่จาก Employee Experience Awards Thailand 2025 และ ASEAN Corporate Governance Scorecard (ACGS) – ย้ำเบอร์หนึ่งแลนด์มาร์กระดับโลก Thailand’s Pride Celebration 2025 จัดยิ่งใหญ่ขึ้นทุกปี ผู้ร่วมงานกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ และดันไทยสู่ Global Shopping Destination ด้วยแคมเปญ “Summer Grand Sale 2025” ผนึกกำลังค้าปลีกใหญ่ที่สุดในประเทศ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องจากธุรกิจศูนย์การค้า บริษัทฯ มีรายได้รวม 11,653 ล้านบาท โต 3% และกำไรสุทธิ 3,902 ล้านบาท โต 10% จากปีก่อน (ไม่รวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) โดยในไตรมาส 2 นี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผล…
