Author: staff

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.ยูโอบี  เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พันธบัตรรัฐต่างประเทศ 6 เดือน 3 (UFGOV6M3) เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐสิงคโปร์ อายุประมาณ 6 เดือน ประมาณการผลตอบแทน 1.85% ต่อปี (ข้อมูลจากอัตราผลตอบแทนที่เสนอโดยผู้ออกตราสาร หรือจากผู้ขาย ณ วันที่ 17 มกราคม 2568) ขนาดโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยเสนอขายในราคา 10 บาทต่อหน่วย และยอดลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท กองทุน UFGOV6M3 มีความเสี่ยงระดับ 3 เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ ที่รัฐบาล หรือ กระทรวงการคลัง หรือองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศ  เป็นผู้ออก ผู้สั่งจ่าย ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน รวมถึงหลักทรัพย์อื่นหรือทรัพย์สินอื่นใดที่เสนอขายในต่างประเทศ เช่น ตราสารหนี้รัฐวิสาหกิจ และ/หรือตราสารหนี้ภาคเอกชน และ/หรือเงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้มีฐานะการลงทุนสุทธิ  (net exposure) ในต่างประเทศหรือที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) นอกจากนี้ กองทุนจะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Rate Risk) ทั้งจำนวน (Fully Hedged) โดยกองทุนมีกลยุทธ์การลงทุนแบบครั้งเดียว โดยจะถือทรัพย์สินที่ลงทุนไว้จนครบอายุโครงการของกองทุนรวม (buy-and-hold) กองทุน UFGOV6M3 ไม่มีค่าธรรมเนียมการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน บริษัทจัดการจะดำเนินการรับซื้อคืนโดยอัตโนมัติให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตามราคารับซื้อคืน ณ วันที่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ โดยการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนอัตโนมัติไปยังกองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนเปิด ยูโอบี ชัวร์ เดลี ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UOBSD) และ/หรือกองทุนรวมตราสารหนี้อื่นใดที่บริษัทจัดการเปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน  ซึ่งเป็นกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ โดยถือว่าได้รับความยินยอมจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว กองทุนนี้จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ โดยการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนรวมตลาดเงิน คือ กองทุนเปิด ยูโอบี ชัวร์ เดลี ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UOBSD) และ/หรือกองทุนรวมตราสารหนี้อื่นใดที่บริษัทจัดการเปิดให้บริการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นกองทุนรวมภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กรอบที่บริษัทจัดการกำหนด…

Read More

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังมีสัญญาณฟื้นตัวไม่ทั่วถึง (K-Shaped Recovery) แม้ในภาพรวมสามารถประคองการขยายตัวไว้ได้ในระดับที่สูงกว่าปี 2566 โดยภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าบางหมวดที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวได้ดี แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนยังมีสัญญาณอ่อนแอท่ามกลางแรงกดดันต่อเนื่องจากปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ข้อจำกัดของกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ และปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับในปี 2568 แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ปัญหาในภาคการผลิตและภาระหนี้เอกชนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยต่าง ๆ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยเฉพาะการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น การดูแลช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) ตลอดจนการให้ความร่วมมือโครงการภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4 ปี 2567 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 25,513 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,665 ล้านบาท หรือ 6.13% จากไตรมาส 3 ปี 2567 โดยรายได้จากการดำเนินงานสุทธิมีจำนวน 48,685 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,671 ล้านบาท หรือ 7.77% ซึ่งเป็นตามฤดูกาล รวมทั้งมีการตั้งสำรองผลขาดทุน ด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 12,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 590 ล้านบาท หรือ 5.06% ตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสมรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวน 10,494 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,471 ล้านบาท หรือ 12.30% จากไตรมาสก่อน ในปี 2567…

Read More

บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจประกันและการเงินในเครือทีซีซี เชิญชวนผู้รักสุขภาพและประชาชนที่สนใจ เลือกซื้อสินค้าออร์แกนิก สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าคุณภาพที่ถูกคัดสรรเป็นอย่างดี ในงาน “Green Mart by Thai Group” พบกับผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งอุปโภคและบริโภคจากผู้ประกอบการ อาทิ อาหาร ผักผลไม้ปลอดสารพิษ สินค้าเพื่อสุขภาพ ของใช้ที่ผลิตจากธรรมชาติปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt เพื่อลดหย่อนภาษีปี 2568 (โปรดตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ภายในงาน) และขอร่วมรณรงค์นำถุงผ้าและภาชนะใส่ของมาช้อปแทนการใช้ถุงพลาสติกเพื่อช่วยกันลดปริมาณขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 มกราคม 2568 ตั้งแต่เวลา 9.00-15.00 น. ณ ชั้น L อาคารไทยกรุ๊ป สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม

Read More

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR โดย คุณกาญจน์ณัฐ เฉลิมจุฬามณี  ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เงินติดล้อ (TIDLOR Academy) นำทีมงานต้อนรับผู้บริหารและพนักงานจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ที่เข้าร่วมอบรมพัฒนาบุคลากรกับสถาบัน Beyond Training จำนวนทั้งหมด 36 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรม “TIDLOR Culture Wow” เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร พร้อมเยี่ยมชมแผนกต่างๆ อาทิ ฝ่ายวิเคราะห์และพัฒนา (Analytics & Development) ฝ่ายส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเงิน (Financial Education หรือ FIN-ED) และฝ่ายนายหน้าประกันภัย “อารีเกเตอร์” (Areegator) แพลตฟอร์มเสนอขายประกันออนไลน์ผ่านสมาชิกตัวแทนนายหน้าประกัน นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถาม-ตอบอย่างใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารและทีม Culture Gangster เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.เงินติดล้อ อาคารอารีย์ ฮิลล์ เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้หลักสูตร TIDLOR Culture Wow และ TIDLOR Culture Campภายใต้โครงการ TIDLOR Academy จัดขึ้นสำหรับบุคคลและบริษัทภายนอกที่สนใจการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ผ่านแนวคิดและประสบการณ์จริงในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวัฒนธรรมองค์กรในแบบฉบับเงินติดล้อ เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้สนใจออกแบบค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเวิร์กช็อปที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ www.tidlor.com/academy หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-792-1990

Read More

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เปิดเผยว่า ในปี 2568 มองว่าเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่อาจมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลงจากนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลก โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะโดดเด่นขึ้น ซึ่งเปรียบเทียบจากการผ่อนคลายกฎระเบียบและการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใหม่ ถึงแม้ความไม่แน่นอนในเชิงนโยบายยังคงอยู่ในระดับที่สูงก็ตาม อย่างไรก็ตาม การขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ อาจชะลอลงในปีนี้จากการขึ้นอัตราภาษี และอาจเพิ่มขึ้นในปี 2569 หากมีการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 15% ในขณะที่จีนอาจจะมีการขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากภายนอก ทำให้หลายประเทศอาจดำเนินนโยบายการคลังที่รัดเข็มขัดขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินจากภาครัฐอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้มากนัก ขณะที่ธนาคารกลางในประเทศที่สำคัญๆ อาจจะมีการปรัดลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอลง แต่ความเร็วในการลดดอกเบี้ยจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ดังนั้น การจัดพอร์ตต้องเน้นความสมดุลมากขึ้นระหว่างการลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น โดยมองโอกาสและปัจจัยที่สำคัญในแต่ละสินทรัพย์ดังนี้ ตลาดตราสารหนี้ โดยธนาคารกลางหลัก ๆ ของโลกอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง รวมถึงตลาดตราสารหนี้ก็ยังคงมีความผันผวนต่อเนื่องโดยแกว่งตัวระหว่าง “ความหวัง” ของนักลงทุน และ “การดำเนินการ” ของผู้ดำเนินนโยบาย โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยยังไม่ได้สูงเหมือนในต่างประเทศ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความอ่อนแอในประเทศ และความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อประเทศไทยทั้งทางตรงผ่านการส่งออก และทางอ้อมผ่านการอ่อนตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าของไทย ถึงแม้ว่าหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แต่เศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และเงินเฟ้อที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจเปิดทางให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยลงได้ 2 ครั้งในปีนี้ จึงได้แนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ พลัส (KTFIXPLUS) (ความเสี่ยงระดับ 4) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ โดยลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของ NAV และกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ระยะสั้นพลัส (KTSTPLUS) (ความเสี่ยงระดับ 4) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉลี่ยตราสารอายุไม่เกิน 1 ปี ตลาดหุ้นไทย มีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางดอกเบี้ยลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน และภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนยังได้รับความท้าทายจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของสงครามการค้า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และความสามารถในการบริโภคที่ด้อยลงจากหนี้ครัวเรือน จึงแนะนำ กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ (KT-HiDiv) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ และอีกกองทุนคือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นทุนปันผล (KTSF) (ความเสี่ยงระดับ 6)…

Read More

                                • กำไรสุทธิ 2,852.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ลดลง 77.7% หรือ 1,246.8 ล้านบาท • รายได้จากการดำเนินงาน 15,102.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% หรือ 1,331 ล้านบาท     • รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 237.4 ล้านบาท หรือ 19.9% • เงินให้สินเชื่อของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 251.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6%   • เงินฝากอยู่ที่ 324 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% • อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 2.6% ลดลงจาก 3.3%   พอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31ธันวาคม 2567 มีกำไรสุทธิจำนวน 2,852.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,246.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.7 เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 2566 สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ร้อยละ 13.7  สุทธิกับการเพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานร้อยละ 2.6 ​รายได้จากการดำเนินงาน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีจำนวน 15,102.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  …

Read More

เศรษฐกิจไทยปี 2567 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากมาตรการยกเว้นวีซ่าและการจัดกิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจะเป็นแรงส่งที่สำคัญสำหรับปี 2568 ต่อไป อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องติดตามคือ มาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าหลักความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงการแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แม้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในทิศทางขยายตัว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนตามนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล รวมถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อก้าวทันโลกยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันจากภายนอกและความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ยังคงมุ่งเน้นให้ความสนับสนุนลูกค้า ทั้งด้านเงินทุน และองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในยุคใหม่ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนลูกค้าให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการ ไปยังต่างประเทศ ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งยึดมั่นแนวทาง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) โดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ต่อสังคมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.6 จากปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ และอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ สุทธิกับต้นทุนเงินรับฝากที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 3.06 สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จากการเพิ่มขึ้น ของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากธุรกิจบัตรเครดิต และบริการประกัน ผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมที่ยังคงเติบโตดี สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่าย เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาด โดยธนาคารยังคง ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็น ร้อยละ 48.0 ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารมีการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4 ปี 2567 ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปี 2567 มีจำนวน 34,838 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง…

Read More

ลอนดรี้บาร์ (LaundryBar) แบรนด์ร้านสะดวกซักครบวงจร อันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความร่วมมือกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดตัวโครงการพิเศษ “สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการร้านสะดวกซัก” เสนออัตรากำไรพิเศษ เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตอกย้ำโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง คุณพิมลวรรณ ชีวเกรียงไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอนดรี้บาร์ ไทย จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักในยุคใหม่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่โดดเด่นสำหรับนักลงทุนยุคปัจจุบัน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักมีความหลากหลาย ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อยที่มองหาธุรกิจเสริมรายได้ พนักงานประจำ และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการการลงทุนที่มีระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ในธุรกิจบริการ นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนที่มีศักยภาพทางการเงินสูง ซึ่งนิยมเลือกแฟรนไชส์ระดับพรีเมียม และนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่สนใจธุรกิจที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยี และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล การจับมือกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจของเราในการสนับสนุนและขยายโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ทอัพ ที่มองหาแนวทางการเริ่มต้นธุรกิจร้านสะดวกซักได้อย่างมั่นคงและ ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือระหว่างลอนดรี้บาร์และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจึงเกิดขึ้น เพื่อมอบโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์และช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในด้านอัตรากำไรพิเศษ เงื่อนไขสินเชื่อที่ครอบคลุม และการสนับสนุนด้านหลักประกันที่ยืดหยุ่น” “สำหรับแพ็กเกจสินเชื่อที่เราร่วมพัฒนากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการสร้างความมั่นคงและเติบโตไปกับธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย โดยเรามั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะไม่เพียงแค่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซักในประเทศไทย แต่ยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและนักลงทุนหน้าใหม่เข้าถึงโซลูชันทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าได้ง่ายขึ้น เราหวังว่าผู้ประกอบการทุกคนจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อเสนอพิเศษนี้ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจของพวกเขา” คุณพิมลวรรณ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ลอนดรี้บาร์มุ่งมั่นที่จะสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ โดยเรายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์โอกาสและสนับสนุนความสำเร็จของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนานวัตกรรมและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ ผู้ประกอบการจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” เทรนด์ร้านสะดวกซักปี 2568 พลิกโฉมสู่อนาคต: อัจฉริยะ-ยั่งยืน-ครอบคลุมทุกพื้นที่ใกล้ไกล ในปี 2568 เราคาดการณ์ว่าจะได้เห็นเทรนด์ธุรกิจร้านสะดวกซักก้าวสู่มิติใหม่ด้วยแนวคิดที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความยั่งยืน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ในส่วนของลอนดรี้บาร์เราให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม มาโดยตลอด เราเป็นร้านสะดวกซัก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและใช้น้ำยาซักผ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) มีการใช้เครื่องจ่ายน้ำยาเข้าเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดขยะจากแพคเกจ ซอง น้ำยาซัก น้ำยาปรับผ้านุ่ม โดยในปีนี้เราจะวางจำหน่ายน้ำยาซัก น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรออแกนิกอีกด้วย รวมถึงเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าด้วยระบบซักผ้าอัจฉริยะ (Smart Laundry) ที่ให้ลูกค้าสามารถจองเครื่องซักผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมการยกระดับร้านสะดวกซักเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ด้วยคอนเซปต์ LaundryBar Cafe ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าพักผ่อนหรือทำงานในระหว่างรอการซักผ้า เทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจยังรวมถึง บริการซัก-อบ 24 ชั่วโมงพร้อมจัดส่งถึงบ้าน เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง และ การใช้เทคโนโลยีฆ่าเชื้อขั้นสูง เช่น…

Read More

ทีเอ็มบีธนชาต รายงานกำไรสุทธิที่ 5,112 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวมเป็นกำไรสุทธิ 21,031 ล้านบาท สำหรับรอบ 12 เดือน ปี 2567 ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงบริหารจัดการได้ดี สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับต่ำที่ 2.59% พร้อมเดินหน้าเข้าสู่ปี 2568 มุ่งสานต่อพันธกิจเพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น และร่วมสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรมและการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) แจ้งผลประกอบการไตรมาส 4 และรอบ 12 เดือน ปี 2567 โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงมีผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามเป้าหมายและมีกำไรสุทธิที่ 5,112 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวม 12 เดือน ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 21,031 ล้านบาท หนุนโดยการควบคุมต้นทุนใน 3 ส่วนหลัก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยงหรือค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงบริหารจัดการได้ตามเป้าหมาย ขณะที่สภาพคล่องและฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2567 โดยรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ ในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมธนาคารทั้งในด้านรายได้และคุณภาพสินทรัพย์ ทีทีบียังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ และมุ่งเน้นการบริหารจัดการด้านต้นทุนและรายได้ให้สอดคล้องกัน พร้อมทั้งดูแลคุณภาพสินทรัพย์ในเชิงรุก ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการบริหารส่วนทุน (Capital Management) เพื่อให้การใช้ส่วนทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น   สำหรับการบริหารต้นทุน ธนาคารในความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารต้นทุนทางการเงินผ่านการบริหารพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับโครงสร้างสินเชื่อให้มีความเหมาะสม การเติบโตเงินฝากให้สมดุลกับแนวโน้มด้านสินเชื่อ รวมถึงการปรับกลยุทธ์พอร์ตเงินลงทุนเพื่อให้ได้รับประโยชน์ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดเงิน ในส่วนของต้นทุนการดำเนินงาน ธนาคารเน้นย้ำการมีวินัยด้านค่าใช้จ่ายและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลและเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ ในโมบายแอปพลิเคชัน เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการให้บริการมีแนวโน้มลดลง และท้ายสุด คือ การควบคุมต้นทุนความเสี่ยงหรือค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ โดยที่ผ่านมาธนาคารเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพและเน้นกลุ่มที่ธนาคารมีความชำนาญและเข้าใจความเสี่ยงเป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นก็แก้ปัญหาหนี้เสียในเชิงรุก และให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการตั้งหลัก โครงการคุณสู้เราช่วย รวมไปถึงโครงการรวบหนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ทีทีบีดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการรวบหนี้แล้วกว่า 37,000 ราย เพิ่มขึ้นจากระดับ 17,000 ราย ณ สิ้นปี 2566 เทียบเท่ากับว่าธนาคารสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,100 ล้านบาท จากการดำเนินการดังกล่าว สถานการณ์ด้านคุณภาพสินทรัพย์จึงมีเสถียรภาพและเป็นไปตามเป้าหมาย สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลง 5% จากปีก่อนหน้าและอัตราส่วนหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 2.59% จาก 2.62% ในปี 2566 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ลดลง 11% จากปีก่อน ถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนผลการดำเนินงานในปี 2567 ทั้งนี้ แม้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ จะลดลง แต่อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพฯ ซึ่งสะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 151% นอกเหนือจากนั้น ธนาคารยังเดินหน้าตามแผนการบริหารส่วนทุนให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปรับโครงสร้างส่วนทุนให้มีความเหมาะสม เช่น การไถ่ถอนตราสารหนี้ที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 และลดขนาดการออกตราสารหนี้ที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ที่สำคัญคือการบริหารการใช้เงินทุนส่วนเกิน (Excess Capital) ให้เกิดประโยชน์ผ่านหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราเงินปันผลขึ้นมาแตะระดับ 60% เทียบกับระดับ 30%-35% ในช่วงก่อนรวมกิจการ รวมถึงการสร้างโอกาสในการเติบโตผ่านการเข้าซื้อหุ้นในกิจการที่ส่งเสริมกัน โดยปัจจุบันธนาคารได้เข้าทำ Non-Binding MOU และอยู่ในขั้นตอนการทำ Due Diligence เพื่อพิจารณาการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ธนชาตและบริษัท ที ลิสซิ่ง การดำเนินการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของธนาคารในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และสำหรับปี 2568 นี้ ทีทีบีจะยังคงมุ่งมั่นและเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้กรอบ B+ESG เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพสามารถสร้างประโยชน์ต่อสู่ผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งสานต่อพันธกิจมุ่งมั่นให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น (Financial Well-being) พร้อมทั้งเดินหน้าสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม (Responsible Lending) และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน สำหรับผลการดำเนินงานรายการหลัก…

Read More

บัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ชวนช้อปสุดฟิน รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรการ Easy-E Receipt 2.0 พร้อมรับสิทธิพิเศษสุดคุ้ม (เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด) บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ มอบเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 5,600 บาท เพียงใช้จ่ายตามแคมเปญ “Easy E-Receipt” รับเครดิตเงินคืนเพิ่มรวมสูงสุด 600 บาท และรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 5,000 บาท เมื่อใช้จ่ายตามแคมเปญ “รูดช้อป คืนเงินแทบทุกหมวดในชีวิต” (ลงทะเบียนทั้ง 2 รายการ) (16 ม.ค. 68 – 28 ก.พ. 68), บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ชวนช้อปคุ้มที่ห้างเซ็นทรัลหรือโรบินสันสาขาที่ร่วมรายการ 5,000 บาทขึ้นไป รับคูปองและเครดิตเงินคืนสุดคุ้ม พิเศษ รับเพิ่มบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท (จำกัดตามเงื่อนไข) (16 ม.ค. 68 – 28 ก.พ. 68), บัตรเครดิต กรุงศรี รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 350 บาท เมื่อสะสมยอดใช้จ่ายในหมวดกิน, ซูเปอร์มาร์เก็ต, สินค้าแฟชั่น และห้างชั้นนำครบ 30,000 บาทขึ้นไป (1 ก.พ. 68 – 28 ก.พ. 68) พร้อมสิทธิพิเศษ เช่น รับคืนรวมสูงสุด 15% ตามหมวดที่ร่วมรายการ, บัตรเครดิตโลตัส มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 5,000 บาทตลอดรายการ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในแคมเปญช้อปคุ้มตัวแม่กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (1 ม.ค. 68 – 30 เม.ย. 68) หรือรับความคุ้มคืนสูงสุด 3,300 บาทตลอดรายการ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไขที่โลตัสทุกสาขา (1 ธ.ค. 67 – 28 ก.พ. 68)…

Read More