บริษัท แรบบิท แคช จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เดินหน้าผลักดันแคมเปญ “Rabbit Cash Sustainability หัวใจแห่งความยั่งยืน…เริ่มที่คุณ” จับมือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดตัว โครงการสร้างความยั่งยืนระดับองค์กรกับแรบบิทแคช เดินหน้าขานรับแนวทาง ESG มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงาน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางการเงิน ลดข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยามฉุกเฉิน พร้อมจัดอบรมบริหารธุรกรรมทางการเงินโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการบริหารจัดการเงิน ขับเคลื่อนให้องค์กรเดินหน้าสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน นางสาวรัชนี แสนศิลป์ชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แรบบิทแคช จำกัด กล่าว ใน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง แรบบิทแคช และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในโครงการ “โครงการสร้างความยั่งยืนระดับองค์กรกับแรบบิทแคช” ว่า ปัจจุบันแนวคิด ESG ที่มุ่งการพัฒนาที่สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและมีธรรมาภิบาล ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น เป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ รวมถึงแรบบิทแคชให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยแรบบิชแคชเชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรมาจากพนักงาน จึงได้สร้างสรรค์แคมเปญ Rabbit Cash Sustainability หัวใจแห่งความยั่งยืนเริ่มที่คุณ และเป็นที่มาของโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างๆ มีเครื่องมือและทางเลือกในการดูแลช่วยเหลือพนักงานให้มีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้น รองรับค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เพราะถ้าพนักงานบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินจะลดลง คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น และทำให้สามารถดึงศักยภาพออกมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมขององค์ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน นางสาวรัชนี กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของแรบบิทแคชที่มุ่งสนับสนุน ให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและเท่าเทียม แรบบิทแคชจึงออกแบบสินเชื่อสวัสดิการให้เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสาร ไม่ต้องค้ำประกัน ไม่เช็กเครดิตบูโร พร้อมเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นและอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สามารถขอสินเชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และได้รับเงินภายใน 5 นาที จากแนวคิด “หัวใจแห่งความยั่งยืนเริ่มที่คุณ” แรบบิทแคชจึงไม่เพียงมุ่งช่วยพนักงานคลี่คลายปัญหาทางการเงินในปัจจุบัน แต่ยังช่วยวางรากฐานความมั่นคงทางการเงินในอนาคต จึงได้จัดฝึกอบรมให้ความรู้ทางการเงินแก่พนักงานในองค์กรที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมแนะนำแนวทางการลด และปลดหนี้ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น และสามารถมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในอนาคตได้ ซึ่งหลังจากเปิดตัวโครงการได้เพียงหนึ่งปีกว่า ก็มีองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมโครงการมากกว่า 300 บริษัท ได้ช่วยเหลือพนักงานมากกว่า 100,000 คน ทั่วประเทศ โดยมี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นพันธมิตรล่าสุด ด้าน…
Author: staff
สมาคมประกันชีวิตไทยจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์บริษัทประกันชีวิต ในหัวข้อ “Pocket Newsroom : สตูดิโอข่าวเคลื่อนที่ สร้างข่าวได้ทุกที่ ทุกเวลา” เมื่อวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุม 701 อาคารสมาคมประกันชีวิตไทย โดยได้รับเกียรติจากคุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และกรรมการประจำคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมกล่าวต้อนรับ ซึ่งโครงการอบรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อสารมวลชนในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านการผลิตสื่อในรูปแบบวิดีโอสั้นให้แก่สื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ของบริษัทประกันชีวิต ซึ่งเป็นกลุ่มบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตสู่สาธารณชน การอบรมดังกล่าวเน้นการใช้อุปกรณ์ Mobile Devices เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และไอแพด มาเป็นเครื่องมือหลักในการผลิตผลงานข่าวผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยม โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่เทคนิคการวางแผนข่าว การสร้างเนื้อหาให้โดดเด่น ไปจนถึงการใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ การทำให้ข่าวสารเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงภายใต้การแนะนำของวิทยากรมืออาชีพ คุณศิลา พีรวัฑฒึก เจ้าของเพจ “พ่อมดติ๊กต๊อก” ที่มาแบ่งปันเทคนิคและประสบการณ์ตรงในการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า “สมาคมประกันชีวิตไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของสื่อมวลชนและบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต เพื่อให้สามารถปรับตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่สื่อและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงจุด รวดเร็ว และทันสมัย ทั้งยังส่งเสริมการผลิตสื่อวิดีโอสั้นด้วยอุปกรณ์ที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี สอดคล้องกับมติ กนง. เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และลูกค้าธุรกิจ สามารถตั้งรับกับเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบการค้าโลก นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ของทีทีบี จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รายได้ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย ความกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลกโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง และผลพวงจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีทิศทางลดลง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับลดลง และส่งผลต่อลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่รายย่อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ทีทีบี มีความห่วงใยลูกค้าสินเชื่อทุกกลุ่ม จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของลูกค้าและเพิ่มสภาพคล่อง ให้สามารถตั้งรับกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มปรับลดลง โดยธนาคารจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.15% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.05% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ธนาคารยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการออมภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากรายย่อยให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการออมเงินในช่วงนี้ ธนาคารพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ บัญชี ทีทีบี โนฟิกซ์ สูงสุด 0.40% ต่อปี ซึ่งเป็นบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ที่จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนและถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความกังวลเรื่องสภาพคล่อง มีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2568 พร้อมกันนี้ ทีทีบีได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ลดภาระหนี้ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ ที่ช่วยลดดอกเบี้ยเหลือ 0% และลดค่างวดผ่อนตลอด 3 ปี โดยได้ขยายช่วงเวลาการลงทะเบียนไปสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2568 และล่าสุดธนาคารยังมีโปรแกรม “ทีทีบี ผ่อนดี.. มีรางวัล” ที่ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่มีประวัติผ่อนดี ถือเป็นลูกค้าอีกกลุ่มที่สำคัญและยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือ…
หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.00% เหลือ 1.75% ต่อปี ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 2 ติดต่อกันในปีนี้ เพื่อปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตลดลง จากการชะลอตัวของภาคการผลิต การส่งออก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แม้ล่าสุดสหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในการลดภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้นได้บางส่วน แต่สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศยังคงมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยได้ในอนาคต นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าว และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงในหลาย ๆ ด้าน ธนาคารจึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการแบ่งเบาภาระเพื่อให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการรายจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อมีผลวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.08% จาก 7.05 % เป็น 6.97% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.15% จาก 7.09% เป็น 6.94% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.05% จาก 7.08% เป็น 7.03% นอกจากนี้ ธนาคารได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05%-0.20% ให้สอดคล้องกัน ธนาคารกสิกรไทยมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าสามารถรับมือและบริหารจัดการภาระหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารได้ทุกช่องทาง
นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จัดพิธีมอบรางวัล “AGENCY ANNUAL AWARDS 2024” ในธีม Embrace Elegance Starring Pride Night : ค่ำคืนแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมสร้างตำนานใหม่ เพื่อเปล่งประกายแสงแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเฉลิมฉลองและแสดงความยินดีแก่ตัวแทนผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมา พร้อมเชิดชูเกียรติตัวแทนผู้ติดคุณวุฒิ MDRT และ TNQA รวม 97 รางวัล ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพ เร็วๆ นี้
ไทยประกันชีวิตแจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 ภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ โชว์กำไรสุทธิแข็งแกร่ง 2,683 ล้านบาท มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่เติบโต 39.5% จากกลยุทธ์เน้นผลิตภัณฑ์ที่สร้างกำไรระยะยาว เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อส่งมอบประสบการณ์ไร้รอยต่อให้ลูกค้า บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ รายงานผลประกอบการภายใต้มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 17 และ TFRS 9) โดยยังคงมีผลกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งอยู่ที่ 2,638 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 20.4% ขณะที่มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) อยู่ที่ 2,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการกำหนดกลยุทธ์การเน้นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าในระยะยาว นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า การเติบโตของ VONB มาจากยอดขายผ่านช่องทางตัวแทนฯ เป็นหลัก โดยเฉพาะการขายสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ที่ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นจากการประกาศใช้แนวปฏิบัติประกันสุขภาพแบบมีส่วนร่วมจ่าย หรือ Copayment ขณะเดียวกันตัวแทนฯ ของบริษัทฯ ยังสามารถนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) อยู่ที่ 3,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของบริษัทฯ หลังจากปรับใช้มาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ ยังสูงถึง 2,683 ล้านบาท เทียบเท่ากับอัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin ที่ 20.4% แม้จะมีผลกระทบบางส่วนจากการเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทการลงทุน แต่บริษัทฯ ยังมีกำไรจากการรับประกันภัยเป็นหลัก อยู่ที่ 2,428 ล้านบาท สำหรับกำไรในส่วนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาด สูงถึง 2,752 ล้านบาท เติบโต 4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรจากการลงทุนที่ไม่รวมรายการพิเศษ และผลกระทบจากความผันผวนของตลาดยังคงมีความมั่นคง…
บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยมุมมองต่อตลาดหุ้นโลก ประเมินทิศทางในระยะสั้นถึงระยะยาวยังมีแนวโน้มเชิงบวก ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แนะนำนักลงทุนเน้นการเลือกหุ้นรายตัวในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการค้าโลก นายธรรณพ ชำนาญศิลป์ CFP® Vice President , Investment Solution บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทุนรวม ตราสารทุนรายประเทศ และ Thematic Fund เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นในระยะสั้นมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเสริม Sentiment ของนักลงทุนในวงกว้าง นอกจากนี้ บรรยากาศที่ดีขึ้นยังมีแนวโน้มส่งต่อความมั่นใจไปยังประเทศที่อยู่ในกระบวนการเจรจา เช่น ยูโรโซน อินเดีย และเวียดนาม แม้ตลาดอาจมีแรงขายทำกำไรสลับบ้างระหว่างทาง แต่เมย์แบงก์เชื่อว่าทิศทางโดยรวมยังเป็นขาขึ้น สำหรับมุมมองในระยะยาว เมย์แบงก์ยังคงมีท่าทีเชิงบวกต่อตลาดหุ้นหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งจากผลลัพธ์ของการเจรจาการค้าที่เป็นบวก อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้ ส่งผลให้ตลาดคาดหวังว่าเฟดอาจมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยหนุนตลาดทุนในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ประเทศอย่างอินเดียและเวียดนามก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นเช่นกัน จากแนวโน้มท่าทีที่เปิดกว้างในการร่วมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่มีการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ในด้านกลยุทธ์การลงทุน เมย์แบงก์แนะนำหุ้นเทคโนโลยีที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากการผ่อนคลายข้อพิพาทด้านภาษี โดยเฉพาะหุ้นของบริษัท Apple ซึ่งความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนเริ่มคลี่คลาย เนื่องจากบริษัทมีฐานการผลิตหลักอยู่ในจีน การลดแรงกดดันจากภาษีนำเข้าส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มทรงตัว และลดความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งส่งผลดีต่อความรู้สึกของผู้บริโภคโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่าง iPhone อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองคือ Amazon ที่ก่อนหน้านี้มีสัดส่วนสินค้าที่นำเข้าจากจีนอยู่พอสมควร การลดความตึงเครียดด้านภาษี ทำให้ความกังวลเรื่องยอดขายในแพลตฟอร์มของ Amazon เริ่มคลี่คลายลงอย่างชัดเจน นายธรรณพ สรุปว่าในช่วงเวลาที่ตลาดกลับมาฟื้นตัวถือเป็นโอกาส นักลงทุนควรใช้จังหวะนี้ในการคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยมหภาค และสามารถปรับตัวได้ดีในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมเน้นย้ำว่าการเลือกลงทุนอย่างมีคุณภาพ ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
เอไอเอ ประเทศไทย จับมือ ฟันเตอร์เทนเมนท์ จัดการแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนในชื่อ Snoopy Run Thailand 2025 Presented by AIA Vitality ครั้งแรกในประเทศไทย ณ ชายหาดปากน้ำปราน อ.ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เอาใจแฟนคลับสนูปปี้ แอนด์ เดอะ แก๊งค์ คาแรคเตอร์ขวัญใจคนไทย พร้อมร่วมฉลองในโอกาสครบรอบ 75 ปีตัวการ์ตูนสนูปปี้ รวมถึงเปิดให้แฟนคลับชาวไทยร่วมสนุกกับกิจกรรม Fun Run วิ่งกับน้องหมาแสนรัก ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร โดยเอไอเอ ประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมส่งเสริมให้คนไทยได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพ และสนุกไปกับครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจ ให้ทุกคนได้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่เป็นตัวเอง ตามคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives’ นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของ เอไอเอ ประเทศไทย เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของงาน Snoopy Run Thailand 2025 Presented By AIA Vitality ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าตามพันธกิจ AIA One Billion ที่เอไอเอ ต้องการสนับสนุนผู้คนกว่าพันล้านคนให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ เพราะเราเชื่อมั่นว่าการมีสุขภาพที่ดีคือกุญแจสำคัญสู่การมีชีวิตที่ยืนยาว เอไอเอจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืนผ่านโครงการ เอไอเอ ไวทัลลิตี้ (AIA Vitality) ซึ่งเป็นโครงการดูแลสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยจำนวนสมาชิกกว่า 800,000 ราย* โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เรามีการพัฒนาโครงการ เอไอเอ ไวทัลลิตี้ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์และกิจกรรมเพื่อให้สมาชิกได้สนุกกับการดูแลสุขภาพ รวมถึงการออกกำลังกายในแบบของแต่ละคน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ‘Rethink Healthy ปรับความคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น’ ที่เอไอเอต้องการส่งเสริมให้ผู้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม…
กรุงเทพประกันชีวิต ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ ออกโครงการพิเศษ ‘Gain & Save ส่งมอบความคุ้มครองชีวิตพร้อมรับสิทธิ์ดอกเบี้ยพิเศษ’ ตอบโจทย์ลูกค้าออมระยะสั้นและระยะยาว ลดความเสี่ยงจากตลาดทุนผันผวน-ดอกเบี้ยต่ำ พร้อมให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ด้วยประกันชีวิตสุดฮิต 3 แบบ เกนเฟิสต์ 810 เกนเฟิสต์ สปีดอัพ 15/8 และเกนเฟิสต์ เซฟวิ่งส์ เท็นเอกซ์ 15/10 จ่ายเบี้ยรายปีเริ่มต้น 100,000 บาท รับสิทธิ์เปิดบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน บัวหลวงซุปเปอร์โบนัส รับดอกเบี้ยอัตราพิเศษเพิ่มอีก 2.5% ต่อปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม – 8 กรกฎาคม 2568 นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงเทพประกันชีวิตและธนาคารกรุงเทพ เป็นพันธมิตรที่มีความร่วมมือกันอย่างมั่นคงมายาวนาน ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทย จึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อความมั่นคงด้วยผลตอบแทนที่แน่นอนโดยไม่มีความเสี่ยง และยังได้รับความคุ้มครองจากประกันชีวิตผ่านแบบประกันสะสมทรัพย์ “เกนเฟิสต์” (Gain 1st) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าของธนาคารกรุงเทพ นายโชนกล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลให้การลงทุนมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในปีนี้ กรุงเทพประกันชีวิตและธนาคารกรุงเทพ จึงได้มีความร่วมมือครั้งสำคัญในการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับความนิยมมารวมกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือก กับ โครงการพิเศษ ‘Gain & Save รับความคุ้มครองชีวิตพร้อมรับสิทธิ์ดอกเบี้ยพิเศษ’ โดยได้คัดเลือกแบบประกันที่เป็นที่นิยมของธนาคารกรุงเทพทั้งสิ้น 3 แบบ ได้แก่ เกนเฟิสต์ 810 เกนเฟิสต์ สปีดอัพ 15/8 และ เกนเฟิสต์ เซฟวิ่งส์ เท็นเอกซ์ 15/10 ลูกค้าที่สมัครประกันชีวิตและชำระเบี้ยประกันภัยรายปี ตั้งแต่ 100,000 บาท ขึ้นไปต่อกรมธรรม์ ต่อคน จะได้รับสิทธิ์เปิดบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน บัวหลวงซุปเปอร์โบนัส พร้อมดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มอีก 2.5% ต่อปี โดยมีระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม –…
ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดโอกาสใหม่ในสายการเงิน เปิดรับ Independent Financial Advisor ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการเป็นฟรีแลนซ์ น.ส.กษิรา คล่องอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริหารทีมที่ปรึกษาการเงินอิสระ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเดินหน้ารุกธุรกิจ Wealth Management ต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนดีๆ ราคาดี โดยเฉพาะหุ้นกู้ตลาดรองที่ธนาคารเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้ให้บริการที่แอคทีฟที่สุดในตลาด ปัจจุบัน ลูกค้าลงทุนหุ้นกู้ได้ด้วยตัวเองผ่าน Wealth Platform ที่แข็งแกร่งของธนาคารได้แก่ แอป CIMB THAI ขณะเดียวกัน ธนาคารต้องการขยายช่องทางนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนคุณภาพถึงมือลูกค้าในวงกว้าง โดยเฉพาะขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สนใจกระจายการลงทุนจากเงินฝาก กองทุน ประกัน และขยับมาลงทุนหุ้นกู้ และต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ธนาคารจึงขยายฐานจำนวนเจ้าหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โดยเปิดรับสมัครที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor – IFA) “เรามองว่า IFA ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่มองหาอาชีพอิสระ เลือกเวลาทำงานเองได้ ปัจจุบัน IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ถ้าจะพูดกันตามตรง ผลิตภัณฑ์ลงทุนส่วนใหญ่ที่ IFA นำเสนอกันตอนนี้ มี กองทุน และประกัน การมาเข้าร่วมเป็น IFA กับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นการเติมเต็ม เพราะเรามีจุดเด่นเรื่องหุ้นกู้ ตลาดแรกและตลาดรองให้คุณออกไปนำเสนอ พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญหลังบ้านที่พร้อมสนับสนุน IFA ที่ออกไปพบลูกค้า และลูกค้าของ IFA จะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกค้าธนาคาร อีกทั้งเรายังมีจัดอบรมติดปีกความรู้ เรียกว่า IFA ที่มาอยู่กับเราจะได้รับประโยชน์แบบจัดเต็ม” น.ส.กษิรา กล่าว ทั้งนี้ IFA สามารถยกระดับการขายไปอีกขั้น กับสิทธิพิเศษสมาชิก CIMB Preferred ให้ลูกค้าคนสำคัญของ IFA โดยลูกค้าจะได้รับ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ, Airport Fast Track และรถกอล์ฟไฟฟ้า, บริการห้องพักรับรอง Miracle Lounge ในสนามบิน, ผู้ช่วยส่วนตัวตลอด24ชม. สิทธิประโยชน์อื่นๆ…
