Author: staff

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต นำโดยคุณระวิน มุคขจี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ด้านบริหารประสบการณ์ลูกค้า ร่วมยกระดับแนวคิด การรักตัวเอง รักสุขภาพ เพื่อชีวิตและสุขภาพที่ดีของคนไทย โดยสนับสนุนงานวิ่ง CENTRAL GROUP Mini Marathon 17th by Skechers ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยการมอบความคุ้มครองอุบัติเหตุทุนประกันสูงสุด 100,000 บาท ให้กับผู้วิ่งทุกท่าน เพื่อให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล นอกจากนี้ยังได้เปิดบูทแจกของที่ระลึก ให้นักวิ่งทุกคนได้ร่วมสนุกอีกด้วย งานวิ่งในครั้งนี้ถือเป็นการ “พลังแห่งการให้” รายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบโครงการ “Central Group Women Cancer – ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี” เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ มอบแก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อส่งต่อความรักและสุขภาพที่ดีให้คนไทย

Read More

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้รับข้อเสนอจาก บริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด (HCDS หรือ Central Group) ขอเสนอซื้อห้างสรรพสินค้า Rinascente ในประเทศอิตาลี โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้พิจารณาข้อเสนอนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 และมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การตัดสินใจขายธุรกิจในอิตาลีสอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เซ็นทรัล รีเทล ได้เคยประกาศไว้ ในการปรับพอร์ตธุรกิจของ CRC โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจในตลาดหลัก คือ ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยบริษัทมีแผนที่จะลงทุนและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้นำเงินที่ได้รับจากการขายครั้งนี้ไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับบริษัท รวมถึงการทำ M&A (Mergers and Acquisitions) เพื่อมาเสริมตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ที่ผ่านมาบริษัทได้รับโอกาสพิจารณาการลงทุนเพิ่มในยุโรปหลายครั้ง แต่เนื่องจากต้องใช้เงินทุนสูง ซึ่งจะไปดึงเงินลงทุนจากตลาดหลักในประเทศไทยและเวียดนาม จึงตัดสินใจไม่เข้าลงทุน ทั้งนี้ข้อเสนอซื้อห้างสรรพสินค้า Rinascente จากกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นโอกาสที่ดีของเซ็นทรัล รีเทล ในการขาย Non-Strategic Operating Asset ในราคาที่เหมาะสม โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 14.7 พันล้านบาท* โดยเงินที่ได้รับจะนำไปบริหารจัดการในการสร้างการเติบโต และเสริมแกร่งสถานะทางการเงินของบริษัท นอกจากนี้ในเบื้องต้น CRC มีแผนพิจารณานำเงินส่วนที่เหลือ 7.7 พันล้านบาท* ไปจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น คิดเป็น 1.28 บาทต่อหุ้น โดยการขายครั้งนี้ CRC คาดว่าจะได้กำไรหลังหักภาษีประมาณ 6 พันล้านบาท นอกจากเหตุผลข้างต้น ธุรกรรมดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อ CRC ดังนี้ • CRC สามารถรับรู้ผลตอบแทนเป็นเงินสดจากการลงทุนใน Rinascente ได้ทันทีในราคาขายที่เหมาะสม โดยไม่ต้องรอเงินปันผลในอนาคต โดยมีอัตราส่วน P/E ที่ประมาณ…

Read More

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ผนึกภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และ MorDee (หมอดี) แพลตฟอร์มบริการสุขภาพอัจฉริยะ โดย ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ร่วมประกวดคลิปวิดีโอสั้น เพื่อสร้างความตระหนักถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวง ตลอดจนรับมือกับข้อมูลบิดเบือนที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกรับวัคซีนได้อย่างเหมาะสม เสริมสร้างระบบสาธารณสุขของประเทศให้เข้มแข็ง นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กล่าวว่า “ปัจจุบันข้อมูลบิดเบือนและข่าวปลอมที่แพร่หลายในสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนเกิดความลังเลในการรับวัคซีน ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันสร้างความรู้เท่าทันสื่อและข่าวลวงด้านวัคซีน มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน จึงได้ร่วมกับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” เพื่อมุ่งสร้างความตระหนักของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องด้านวัคซีน ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตลอดจนรับมือกับข้อมูลบิดเบือนที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันข่าวลวงด้านวัคซีน ผ่านพลังคนรุ่นใหม่ในกิจกรรมการประกวดคลิปวิดีโอสั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารเพื่อเข้าถึงประชาชนวงกว้าง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจด้านการผลิตสื่อได้แสดงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดมุมมองใหม่ๆ รวมถึงใช้สื่อออนไลน์อย่างมีคุณค่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวงให้กับสังคมไทย ร่วมกันปกป้องสังคมจากภัยไซเบอร์ ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างถูกต้อง” นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า “ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการแพร่ระบาดของข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนเรื่องวัคซีนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลต่ออัตราการรับวัคซีนลดลง โรคที่สามารถป้องกันได้กลับมาระบาดอีกครั้ง สถาบันวัคซีนแห่งชาติในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนในการบริหารจัดการให้ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสื่อสารข้อมูลทางวิชาการด้านวัคซีนแก่ประชาชน จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการครั้งนี้ผ่านพลังคนรุ่นใหม่ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง ครอบคลุม เกี่ยวกับวัคซีนและโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนและการสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมเทคนิค และกลยุทธ์ในการผลิตสื่อที่ถูกต้องและน่าสนใจสู่สาธารณะ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางความรู้ ช่วยให้คนไทยรอดพ้นวิกฤติข้อมูลบิดเบือน สร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ดังที่ทราบกันดีว่าวัคซีนป้องกันโรคได้ เราทุกคนก็คือวัคซีนที่จะหยุดข่าวลวงได้เช่นกัน” นางสาวสุชนา…

Read More

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) ร่วมกับลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) สถาบันการเงินระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะพันธมิตรที่ปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อความยั่งยืน จัดงานสัมมนา “Decoding Global Sustainability Practices: The Implications for Thailand” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (ที่ 4 จากขวา) ประธานกรรมการ บลจ.กสิกรไทย (KAsset) และ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เป็นประธานในงาน และมร.อูแบร์ เคลเลอร์ (ที่ 4 จากซ้าย) Senior Managing Partner, Lombard Odier แสดงวิสัยทัศน์ภายใต้หัวข้อ “Sustainability in the World of Asset Owners and Asset Managers” และดร.ศรพล ตุลยเสถียร (กลาง) รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงวิสัยทัศน์ในระดับนโยบายของตลาดทุนไทยต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน รวมถึงการเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งจาก Lombard Odier Investment Managers สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ KAsset ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

Read More

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ประกาศความสำเร็จของ ‘โครงการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ปีที่ 3’ ร่วมกับสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นเวทีการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงพลังของครู นักเรียน และชุมชน ในการสร้างวัฒนธรรมการคัดแยกขยะและรีไซเคิลพลาสติก PET ตั้งแต่ต้นทาง จนสามารถเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนกว่า 31,200 คน ระหว่างปี 2566–2568 โครงการ “บริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน” เริ่มต้นในปี 2566 จากความร่วมมือระหว่าง อินโดรามา เวนเจอร์สและ กรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก PET ที่สามารถรีไซเคิลได้แต่ยังถูกทิ้งปะปนในขยะทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การปลูกจิตสำนึกในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พัฒนาสื่อการสอนและกิจกรรมคัดแยกขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ส่งเสริมการรีไซเคิล PET กลับสู่กระบวนการผลิต และสร้างเครือข่ายครู–นักเรียนต้นแบบ โดยมีกิจกรรมหลัก 4 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การให้ความรู้เชิงรุก การสร้างเครื่องมือการสอน การพัฒนาครูต้นแบบ การมอบรางวัลโรงเรียนต้นแบบ และการเก็บรวบรวม PET เพื่อนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ดังนี้ • กิจกรรมที่ 1 โรดโชว์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะและการรีไซเคิล PET แก่โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 100 แห่ง โดยมีครูและนักเรียนที่ได้รับการอบรมจำนวน 9,695 คน เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความสำคัญของการจัดการขยะประเภทต่างๆ อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง และสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้จริง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพัฒนาและส่งมอบ “คู่มือการจัดการเรียนการสอนการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี” จำนวน 480 ชุดให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่จัดทำร่วมกับครูระดับชำนาญการพร้อมทั้งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อประยุกต์ใช้ในการสร้างสื่อการเรียนรู้เรื่องการจัดการพลาสติกเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนและยกระดับการจัดการขยะของโรงเรียนใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน โดยจัดทำคู่มือ 9 เล่ม สำหรับชั้นเรียน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อบูรณาการสอนเรื่องการจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านคู่มือดังกล่าว • กิจกรรมที่ 2 จัดอบรมครูต้นแบบ (PET Train the Trainer) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีครูจากโรงเรียนสังกัด กทม.…

Read More

‘บมจ. เงินเทอร์โบ’ หรือ TURBO ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและพลังคนรุ่นใหม่ ชูพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านทุกสภาวะเศรษฐกิจ และความสามารถในการสร้างรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ให้บริการในอุตสาหกรรม¹ วางกลยุทธ์มุ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า รุกเพิ่มสาขาไม่ต่ำกว่า 1,475 แห่ง ภายในปี 2572 และพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินและบริการใหม่ๆ มุ่งสู่ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยชั้นนำระดับประเทศ ประกาศราคาเสนอขาย IPO ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อ 19-23 ก.ย. 68 โชว์กำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2568 พุ่งกว่า 285.8% นายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO เปิดเผยว่า “TURBO” ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ หรือสามารถเข้าถึงแต่ได้รับบริการที่ไม่ครบถ้วน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการที่จะเห็นผู้คนในทุกๆ ชุมชน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ มีความสมเหตุสมผล และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจสินเชื่อ ประกอบด้วย สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อโฉนดที่ดิน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 2.ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งประกอบด้วยประกันวินาศภัยและประกันชีวิต โดยปัจจุบันมีรายได้จากธุรกิจสินเชื่อเป็นหลัก แต่ วางแผนขยายรายได้กลุ่มธุรกิจประกันภัยอย่างจริงจัง วางเป้ารายได้จากประกันภัยแตะ 5,000 ล้านภายใน 5 ปี ภายใต้จุดแข็ง การบริการที่สะดวกรวดเร็ว เข้าใจลูกค้า และใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรในทุกขั้นตอน ทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดี มีต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับต่ำได้ในระยะยาว โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีสาขาทั้งสิ้น 996 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ 54 จังหวัดทั่วประเทศ จากจุดแข็งดังกล่าว แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ แต่กลุ่มบริษัทฯ สามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 3,282.0 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563…

Read More

นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีครบวงจร นำทีมผู้บริหารฉลองความสำเร็จ 37 ปี แห่งการเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2025” พร้อมขอบคุณพาร์ทเนอร์และดีลเลอร์ที่ร่วมสร้างความแข็งแกร่ง ตอกย้ำ No.1 IT Ecosystem ของประเทศไทย ภายในงานมีการอัปเดตทิศทางธุรกิจและเทรนด์เทคโนโลยีอนาคตในยุค AI ที่กำลังเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทั่วโลก โดยซินเน็คเดินหน้าพัฒนา “AI Trust 1” ให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการ พร้อมยกระดับ “AI Warehouse” และ “Innovation Center” พร้อมยืนหนึ่งในฐานะ Trusted Partner ที่สร้าง Ecosystem เติบโตไปกับพาร์ทเนอร์อย่างยั่งยืน และส่งท้ายกิจกรรมครั้งนี้ ด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง รวมทั้งโชว์ระนาดเอกสุดพิเศษจาก Fino the Ranad ซึ่งบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน รอยยิ้ม และความประทับใจ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22 คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ A1 เมื่อเร็ว ๆ นี้

Read More

สำนักงาน คปภ. ให้การต้อนรับผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเข้าหารือแนวทางการดำเนินคดีกับบุคคลหรือบริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เพื่อไปปรับใช้กับกรณีผู้กระทำการเป็นธนาคารที่ไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักงาน คปภ. โดยนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ และนายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกฎหมายและคดี ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมสนทนาและกล่าวถึงหลักการ วิธีการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. กรณีดำเนินคดีกับผู้กระทำการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตและกรณีผู้กระทำการเป็นคนกลางประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บูรณาการข้อมูลร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ยกระดับการกำกับดูแลภาคธุรกิจ และการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพผ่านมาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในปัจจุบัน สำนักงาน คปภ. ได้มีการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการทางอาญา ทางปกครองต่อผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน เช่น ระบบ CARES (Comprehensive Anti – Fraud & Risk Elimination System) ระบบ IRIS เพื่อวิเคราะห์ ตรวจจับ รายงานพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายฉ้อฉลประกันภัย รวมไปถึงการเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตกรณีตัวแทน/นายหน้าประกันภัยที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน “การพบกันในวันนี้ จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายของทั้ง 2 หน่วยงาน ที่ต่างเป็นหน่วยงานกำกับธุรกิจภาคการเงิน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการดำเนินคดีกับบุคคลที่กระทำการหลอกลวงประชาชน รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบ วิธีการดำเนินการต่าง ๆ อันเป็นการช่วยยกระดับมาตรการการกำกับ ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก ในปัจจุบัน รูปแบบการกระทำความผิดทั้งธุรกรรมทางการเงินและประกันภัยมีความซับซ้อนมากขึ้น มีความเสียหารวมนับพันล้านบาท ดังนั้น การดำเนินการในทางกฎหมาย จึงต้องมีความเข้มข้นและทันท่วงที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย” รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ กล่าวในตอนท้าย

Read More

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำ “โครงการชำระดีมีคืน” ในโอกาสครบ 6 รอบ 72 ปี ตอบแทนลูกค้ารายย่อยที่มีระยะเวลาการผ่อนชำระกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน โดยไม่เคยเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วันกู้ และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันมีประวัติผ่อนชำระดีต่อเนื่อง 48 เดือนที่ผ่านมา (นับถึงเดือนสิงหาคม 2568) อย่างสม่ำเสมอและไม่น้อยกว่าเงินงวดที่ธนาคารกำหนดทุกเดือนจะได้รับสิทธิพิเศษเงินคืน 1% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระไว้ในปี 2567 โดยเงินคืนดังกล่าวจะถูกนำไปหักชำระเงินกู้อัตโนมัติในงวดเดือนกันยายน 2568 ในวัตถุประสงค์การกู้ที่ธนาคารกำหนด โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ผ่อนชำระดีกับธนาคารมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินผ่านการผ่อนชำระเงินงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. ด้วย โดยคาดการณ์มีลูกค้าได้รับเงินคืนดังกล่าวมากกว่า 120,000 ราย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Application : GHB ALLGEN และ www.ghbank.co.th

Read More

ธนาคารกสิกรไทยยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) ผ่าน K PLUS ให้คนไทยเที่ยวนอกได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่ราบรื่น ช่วยเพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจีนประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทย ด้วยการขยายบริการให้สามารถสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ได้ทั่วประเทศจีนครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อวีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย รวมทั้งยังสแกนจ่ายได้ในประเทศญี่ปุ่น อาเซียน และอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ K PLUS ในการสแกนจ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสแกนแลกเงินที่บูธแลกเงินธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์สิ้นปีมูลค่าธุรกรรมในการสแกนจ่ายในต่างประเทศ เติบโตกว่า 29% ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงที่คนไทยมีแนวโน้มในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ปีใหม่ โดยจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลอดปี 2568 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 8.9 ล้านคน จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ยกระดับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-Border QR Payment) เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย โดยไม่ต้องพกเงินสดเยอะ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นให้ลูกค้าในทุกจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายผ่านฟีเจอร์ K+ Go Inter ใน K PLUS ที่ล่าสุดได้มีการพัฒนาให้สามารถสแกนจ่ายได้ทั่วประเทศจีน ครบทุกเครือข่าย ได้แก่ Alipay Weixin Pay (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ วีแชทเพย์) และ UnionPay QR หรือ YunShanFu ได้เป็นแอปพลิเคชันแรกในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คนไทยใช้จ่ายด้วยการสแกนจ่าย แบบ Pay Like a local ได้หมือนคนจีน รวมทั้ง K+ Go Inter ยังสามารถใช้สแกนจ่ายได้ในประเทศยอดนิยมของคนไทย ทั้งญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน สปป.ลาว มาเลเซีย…

Read More