ธนาคารกสิกรไทยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยลูกค้าธุรกิจเพิ่มสภาพคล่องในช่วงเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ วงเงินกู้สูงสุด 40 ล้านบาท (รวมทุกสถาบันการเงิน) ดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ธนาคารพร้อมเตรียมวงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกค้าให้ความสนใจร่วมโครงการแล้วมากกว่า 1,000 ราย นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวที่ 2.6% จากภาคการผลิตที่ยังหดตัว และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากภาวะเศรษฐกิจโลก ธนาคารกสิกรไทยตระหนักดีถึงปัญหาเหล่านี้และต้องการช่วยให้ลูกค้าธุรกิจมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจหรือปรับปรุงธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้ จึงร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าของธนาคารทราบในหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอสินเชื่อโครงการดังกล่าว โดยคาดว่าจะมีลูกค้าให้ความสนใจร่วมโครงการมากกว่า 1,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และธุรกิจบริการ ต้องการวงเงินเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3-5ล้านบาท สำหรับรายละเอียดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารกสิกรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจหรือเพื่อใช้ลงทุนปรับปรุงกิจการ วงเงินกู้สูงสุด 40 ล้านบาท (นับรวมทุกสถาบันการเงิน) ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ใน 2 ปีแรก และตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยลูกค้าที่สนใจร่วมโครงการจะต้องเป็นลูกค้าธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนพนักงานไม่เกิน 200 คน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าปัจจุบันของธนาคารกสิกรไทย นายรุ่งเรืองกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารมีความห่วงใยและพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งกลุ่มที่ต้องการสภาพคล่องหรือปรับปรุงธุรกิจ รวมถึงกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน โดยธนาคารมีแผนการสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up ธนาคาร ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อรองรับกว่า 20,000 ล้านบาท ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้-30 ธ.ค. 2568 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม โดยติดต่อได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา หรือผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ…
Author: staff
KEY SUMMARY รัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Soft power เพื่อชูความเป็นไทย ผ่านนโยบาย 5F ปัจจุบันรัฐบาลได้มีการวางยุทธศาสตร์และนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการส่งออกวัฒนธรรมที่มีศักยภาพและมีอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น 5 ด้าน ได้แก่ 1) Food2) Film 3) Fashion 4) Fighting และ 5) Festival ซึ่งล้วนเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่สามารถผลักดันให้กลายเป็น Soft power ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมไปถึงส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของไทย “อาหาร” เป็นหนึ่งใน Soft power 5 ด้าน ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะนอกจากอาหารไทยจะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดีในตลาดโลกแล้ว ไทยยังมีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบที่มีคุณภาพและหลากหลาย มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ รวมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่แข็งแกร่งและครบวงจร ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากการเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อรับรองมาตรฐานร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี หัวใจของความสำเร็จ คือ การวางยุทธศาสตร์ในระยะยาว รวมทั้งทำการตลาดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำภาพจำกับผู้บริโภค Soft power ไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างให้สำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยระยะเวลา ความสม่ำเสมอ และความต่อเนื่องในการดำเนินการ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า กระบวนการสร้าง Soft power ของสหรัฐฯ ต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึงกว่า 100 ปี เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลากว่า 53 ปี และกว่า 20 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้การขยายตัวอย่างรวดเร็วของออนไลน์แพลตฟอร์มและสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ คือตัวช่วยสำคัญและทางลัดในการสื่อสารข้อมูลและเผยแพร่วัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและรวดเร็วกว่าในอดีตมาก การวางนโยบายที่สอดประสานกันระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ คืออีกหนึ่งกลไกสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ และกลายเป็นโมเดลความสำเร็จในหลายประเทศ โดยจะมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาขับเคลื่อนนโยบายด้าน Soft power ร่วมกันอย่างบูรณาการ ภายใต้การกำกับดูแลที่ชัดเจนของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก ขณะเดียวกัน การส่งเสริมและสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ภาคเอกชนและสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกวัฒนธรรม เช่น ธุรกิจด้าน Content creator หรือ…
โอกาสในการสร้างความปลอดภัยให้กับถนนของชุมชนมาถึงแล้ว! ธนชาตประกันภัย และ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) พร้อมภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน ขอเชิญชวนชุมชนทั่วประเทศสมัครร่วมโครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยรวมกลุ่มไม่น้อยกว่า 4 คน สร้างทีมวิเคราะห์จุดเสี่ยงและนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาอุบัติเหตุ เพื่อรับงบประมาณสนับสนุน 200,000 บาท ยกระดับความปลอดภัยให้กับถนนของชุมชนอย่างยั่งยืน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 กันยายน 2567 นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนชาตประกันภัย เปิดเผยว่า โครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ปี 4” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุจากการจราจร สร้างสุขภาพชุมชนที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสังคมอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้กับชุมชนทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 27 กันยายน 2567 ทางเว็บไซต์ www.พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย.comโดยปีนี้จะมีการเปิดอบรมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ทุกชุมชนได้เรียนรู้แนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงของพื้นที่ว่าเกิดจากสภาพถนน หรือพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน และผลักดันให้ชุมชนมีบทบาทในการนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงบนถนนของชุมชนเอง นอกจากนี้ ยังได้เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างการจัดการความปลอดภัยบนถนน และขั้นตอนการนำปัญหาเข้าสู่กลไกการทำงานของภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่ง 10 ชุมชนที่ผ่านการคัดเลือก จะได้รับงบประมาณสนับสนุนการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ชุมชนละ 200,000 บาท สำหรับเงื่อนไขของการรับสมัคร ประกอบด้วย 1. การหาแนวร่วมจากหลากหลายอาชีพเข้าร่วมทีมไม่น้อยกว่า 4 คน โดยสมาชิกอย่างน้อย 1 คน ต้องมาจากหน่วยงานที่เป็นกลไกด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น ศปถ.ระดับพื้นที่ และพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงต้องเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของ อบต.หรือเทศบาล 2. แสดงภาพพิกัดชุมชนและจุดเสี่ยงได้อย่างชัดเจน 3. ศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย 4. สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง (ลักษณะความเสี่ยงทางกายภาพ, ลักษณะความเสี่ยงจากพฤติกรรมทางสังคม หรือเป็นปัญหาทั้ง 2 ลักษณะ) 5. มีทีมที่ปรึกษาและมีเอกสารรับรองหรือหนังสือแสดงเจตจำนงจากหน่วยงานท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ และ 6. สามารถสรุปแผนการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงได้อย่างตรงจุด ทางด้าน นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวิฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า พื้นที่ถนนของประเทศไทย ประมาณ 1 แสนกิโลเมตรเป็นพื้นที่ของทางหลวงและทางหลวงชนบท ขณะที่ถนนที่อยู่ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือถนนในพื้นที่ชุมชน จะมีรวมประมาณ 6 แสนกิโลเมตร จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ผ่านมา ถนนในท้องถิ่นเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้วางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ธนชาตประกันภัย ผลักดันโครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ขึ้นมาเป็นต้นแบบของกำลังหนุนจากภาคเอกชน ช่วยเสริมจุดแข็งให้กับยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศ ที่สำคัญสามารถสร้างความตื่นตัวให้คนในชุมชนได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการมีส่วนร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัย และสนับสนุนอุปกรณ์ลดความเสี่ยงที่เป็นประโยชน์ด้านสาธารณะจราจร เหมาะสมกับกายภาพทางถนน อีกทั้งยังช่วยปรับพฤติกรรมการขับขี่คนในชุมชน และขยายเครือข่ายกลไกดูแลความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่ โดยการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ปรับปรุงจุดเสี่ยงอุบัติเหตุให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 30 พื้นที่ทั่วประเทศ และปีนี้จะได้ชุมชนที่ร่วมสร้างถนนปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีก 10 ชุมชน ซึ่ง ศปถ. และภาคีเครือข่าย พร้อมที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมศักยภาพให้กับชุมชน และขับเคลื่อนความสำเร็จของภารกิจร่วมกัน ทั้งนี้ โครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.), สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.), กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท, กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค และสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) โครงการพลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ปี 4 เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ -…
นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง และ นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน นำทีมผู้บริหารบลจ.อีสท์สปริง รับรางวัล Best Asset Manager- Thailand จากเวทีระดับสากล CityWire ASEAN Awards 2023/24 ซึ่งจัดโดย CityWire Asia สื่อด้านการเงินการลงทุนชั้นนำระดับโลก นอกจากนี้ ยังได้มอบรางวัล Top 25 ASEAN Selectors 2024 ให้แก่ นายบดินทร์ พุทธอินทร์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ในฐานะเป็นหนึ่งใน 25 บุคคลของ ASEAN Selectors ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ภาพรวมลงทุนทั้งในและต่างประเทศและมีผลงานโดดเด่นด้านวางกลยุทธ์การลงทุน โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ โรงแรมเซนต์รีจิส เมื่อเร็ว ๆ นี้
นายฉี ชิง-ฟู่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ขยายตัวต่อเนื่องเพียงเล็กน้อยจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชะลอลงตามการอนุมัติงบประมาณของภาครัฐที่มีความล่าช้าและการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า สำหรับเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น การลงทุนภายในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศที่ขยายตัวดีขึ้น กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงให้ความสำคัญกับSustainable Banking เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากการดำเนินงานของธุรกิจธนาคาร รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปรับตัว สำหรับธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของธนาคารแห่งประเทศไทย และปี 2567 บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีการดำเนินงาน โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมมาภิบาล (ESG100) เป็นปีที่ 9 รวมทั้งได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2567 กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีกำไรสุทธิ 891 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 1,990 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหลักๆ เป็นผลจากเงินปันผลที่ลดลงเนื่องจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินยังคงลดพอร์ตการลงทุน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ครึ่งแรกของปี 2567เติบโตได้ดีผ่านการขยายฐานสินเชื่อลูกค้าทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจ ทั้งช่องทางดิจิทัลและพันธมิตรทางธุรกิจ ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 846 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นผลจากเงินปันผลที่ลดลง สินเชื่อเติบโตร้อยละ 8.7 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจและกลุ่มลูกค้าไต้หวัน และสินเชื่อกลุ่มลูกค้าไต้หวันเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ผ่านเครือข่ายของ…
25 ก.ค. 2567 – ทิสโก้ ออโต้แคช ปล่อยแคมเปญภาพยนตร์โฆษณาชุด “สินเชื่อที่เข้าใจ คนไม่มีเวลา” สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ Delivery ที่พร้อมเดินทางไปหาคุณถึงที่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคปัจจุบันที่เร่งรีบ พร้อมให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อทะเบียนรถ เริ่มต้นเพียง 0.59%* ต่อเดือน เลือกผ่อนชำระ ได้ตามความต้องการตั้งแต่ 6 – 72 เดือน ไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง กระบะ รถตู้ รับวงเงินสูงสุด 100%* ของราคาประเมิน ช่วยคนทำงานให้มีเงินต่อยอดธุรกิจ ไม่เสียทั้งรถ ไม่เสียทั้งเวลา นายสายสิทธิ์ ศรีหะไตร ผู้อำนวยการอาวุโส งานพัฒนากลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ทิสโก้ ออโต้แคช ให้บริการสินเชื่อสำหรับคนมีรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก รวมถึงหางพ่วงบรรทุก หรือรถประเภทอื่น ๆ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินด่วน ขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ หรือไม่มีเงินมาใช้จ่ายในยามจำเป็น โดยไม่ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งลูกค้าสามารถยื่นสมัครขอสินเชื่อในช่องทางออนไลน์ผ่าน Website TISCO AutoCash โดยที่บริษัทจะมีบริการ Delivery อำนวยความสะดวกในด้านการรับเอกสารและประเมินรถยนต์ให้กับลูกค้าถึงที่ หากได้รับอนุมัติ เงินก็จะมีใช้ รถก็ยังมีขับ และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว บริษัทจึงได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “สินเชื่อที่เข้าใจ คนไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ Delivery พร้อมไปหาคุณถึงที่ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเวลาของคนทำงานในยุคปัจจุบันและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ โดย “ไม่ต้องลา – ไม่ต้องหยุด – ไม่ต้องปิดร้าน” เพราะเราจะไปบริการถึงที่* ตาม “วัน-เวลา-สถานที่” ที่คุณต้องการ โดยสามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณา “สินเชื่อที่เข้าใจ คนไม่มีเวลา” ได้ผ่านเว็บไซต์ www.tiscoautocash.com สื่อโซเชียลมีเดีย Facebook: TISCO AutoCash, Line Official: @TISCOAutoCash, YouTube: @TISCOGroup และสื่อออฟไลน์ของธนาคารทิสโก้ นางสาววิภา เมตตาวิหารี…
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล Best Sustainable Investments – Thailand จากเวที Citywire ASEAN Awards 2023/24 โดยมีนายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน จัดการลงทุนเป็นผู้แทนรับมอบรางวัลจากงาน Citywire ASEAN Awards 2023/24 ซึ่งจัดโดย Citywire ซึ่งเป็นสื่อด้านการเงินการลงทุนชั้นนำระดับโลก ณ โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยรางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนอย่างรับผิดชอบและการบริหารความเสี่ยง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่ไปกับโอกาสสร้างผลตอบแทนทางการเงิน ด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG ระดับโลกและคำนึงถึงการพิจารณาทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น นอกจากนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าพร้อมทั้งมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อสังคมต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนกับบลจ.กรุงไทย สามารถสอบถามข้อมูลและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการได้ที่ บลจ.กรุงไทย โทร. 0-2686-6100 กด 9 หรือธนาคารกรุงไทย และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) หรือศึกษารายละเอียดได้ที่www.ktam.co.th สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชั่น KTAM Smart Trade ได้ที่ https://bit.ly/KTSTSignIn ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต / ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เอไอเอ ประเทศไทย นำโดย นายณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต และนางสาวกันยา กันตถาวร (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารตัวแทน เป็นตัวแทนรับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2023 ในสาขา Social Empowerment ประเภท Health Promotion จากความสำเร็จของงาน AIA One Billion Trail 2023 ซึ่งเป็นงานเดิน – วิ่งเทรลประเภททีม 4คน ครั้งแรกของประเทศไทย บนเส้นทางธรรมชาติจากดอยอินทนนท์ถึงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียนภาษาไทย โดยสภากาชาดไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมามีนักวิ่งเทรลเข้าร่วมพิชิตเป้าหมายจำนวนมากถึง 400 ทีม พร้อมได้รับยอดเงินบริจาคสูงกว่า 4 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและยังเป็นความภาคภูมิใจของเหล่านักวิ่งเทรลที่มีส่วนร่วมในงานนี้อีกด้วย สำหรับงาน AIA One Billion Trail นอกจากจะจัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมีชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาวแล้ว ยังตอกย้ำถึงพันธกิจของเอไอเอที่มุ่งสนับสนุนผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ภายในปี 2030 ตามคำมั่นสัญญา ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยในปีนี้ งาน AIA One Billion Trail 2024 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน นี้ณ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ รางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2023 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติแก่องค์กรที่มีการดำเนินงานและผลงานโดดเด่นด้านการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รางวัลดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอ ประเทศไทย ในการดำเนินธุรกิจด้วยเป้าหมายสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้คนและชุมชนเพื่อเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้าน ESG (ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ
นางสาวจิตราวิณี วรรณกร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทยจากงาน Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 จัดโดยนิตยสาร Marketeer โดยได้รับรางวัลอันดับ 1 ใน 3 หมวด ได้แก่ หมวดธนาคาร เป็นธนาคารยอดเยี่ยมที่ได้รับความนิยมสูงสุด หมวดบัตรเครดิต จากบัตรเครดิตกสิกรไทย ตอบโจทย์ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ หมวดแอปพลิเคชันธนาคาร จาก K PLUS แอปอันดับหนึ่ง ใช้งานง่าย สะดวก และปลอดภัย พร้อมด้วยนายสุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย ร่วมรับรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย ในหมวดกองทุนรวม ตอกย้ำความสำเร็จการเป็นแบรนด์ระดับประเทศที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วประเทศ ณ โรงแรมสยามแคมเปนสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQMalpha ปิดดีลลงทุนใน บริษัท มายกรุ๊ป อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด (มายกรุ๊ป) ซึ่งเป็นนายหน้าธุรกิจให้บริการขนส่งทั้ง Online และ Offline อย่างครบวงจร ด้วยแบรนด์ My save และShippop หลัง TQMalphaได้ให้เงินกู้แก่มายกรุ๊ป โดยคิดดอกเบี้ยเงินกู้ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมามายกรุ๊ปดำเนินธุรกิจได้ตามแผนและเป็นที่น่าพอใจ โดยคาดว่าจะมีกำไรในปีนี้ไม่ต่ำกว่า70 ล้านบาท โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 TQMalpha ใช้สิทธิรับชำระหนี้เงินกู้ยืม โดยแปลงเงินกู้เป็นหุ้นสามัญ จำนวน 723,470 หุ้น หรือคิดเป็น 19.43% มูลค่า 300 ล้านบาท ตามเงื่อนไขในสัญญา ทั้งนี้ TQMalpha ได้มีการประเมินมูลค่ายุติธรรมของหุ้น โดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ซึ่งได้ให้ความเห็นว่ามีราคาที่เหมาะสม ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “หลังจากที่ได้ทดลองทำงานร่วมกับมายกรุ๊ป ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นผลตอบรับที่ดี เสริมศักยภาพ TQMalpha ให้มีจุดบริการเพิ่มขึ้นกว่า 6600 จุดบริการผ่านมายกรุ๊ป จึงได้ตัดสินใจลงทุนใน บริษัท มายกรุ๊ป อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด ในครั้งนี้ เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของมายกรุ๊ป ซึ่งดำเนินธุรกิจเป็นบริษัทโฮลดิ้ง มีธุรกิจหลากหลาย เรามั่นใจว่า การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเครือ TQMalpha และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
