บลจ.กสิกรไทย ปักหมุดต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เตรียมเปิดเสนอขาย ThaiESGX 2 กองทุน 2 ทางเลือก ทั้งรูปแบบลงทุนในหุ้น 100% และแบบผสม 70/30 ในหุ้นและตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน เน้นหุ้นไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง สนับสนุนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย)เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย เตรียมพร้อมเสนอขาย 2 กองทุนน้องใหม่ Thai ESGX ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมีทั้งรูปแบบที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย 100% และแบบผสม 70/30 ในหุ้นไทยและตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดยพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานมั่นคง มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน นายวินกล่าวต่อไปว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นหลายตัวมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงขึ้น โดยปัจจุบัน Dividend Yield ของ SET อยู่ที่ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปีที่ผ่านมาที่ 3.2% ยิ่งกว่านั้น SET High Dividend ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนหุ้นกลุ่มที่มีอัตราจ่ายปันผลสูงต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอัตราจ่ายปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลังที่ 4.2% โดยบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) คาดว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยในอนาคตนั้น จะมาจากอัตราปันผลที่สูงขึ้นเป็นหลัก โดยสนับสนุนจากการที่ 3 อุตสาหกรรมใหญ่สุดของ SET ได้แก่ พลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร คิดเป็น 44% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเติบโตเต็มที่ (Mature Stage) ที่ความต้องการใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกิจการชะลอลงจากช่วง 15 ปีก่อน…
Author: staff
สำนักงาน คปภ. ประชุมร่วมภาคธุรกิจประกันภัย เน้นยกระดับมาตรการกำกับดูแลเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. ประชุมร่วมภาคธุรกิจประกันภัย หารือเตรียมพร้อม เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลเชิงป้องกัน รองรับการใช้บังคับมาตรการยกระดับการกำกับดูแลฐานะทางการเงินและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย นายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการ สายตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. โดยเลขาธิการ คปภ. ได้ให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของธุรกิจประกันภัย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้เท่าทันความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที จึงมอบหมายให้สายตรวจสอบ ร่วมกับสายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและพัฒนาแนวทางยกระดับมาตรการกำกับดูแลเชิงป้องกันบริษัทประกันภัยที่มีการดำเนินการที่อาจกระทบต่อฐานะทางการเงิน โดยพบว่า บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาการดำเนินการที่อาจกระทบต่อฐานะการเงินจะแก้ไขปัญหาด้วยการจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็นหลัก อันเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและไม่ได้เป็นการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง ทำให้ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางการเงินได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ผ่านมามาตรการแทรกแซงตามกฎหมายสำหรับใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหายังเผชิญกับข้อจำกัด ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากยังไม่เข้าเงื่อนไขที่บริษัทประกันภัยมีฐานะเงินกองทุนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือมีการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ด้วยเหตุดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงได้พัฒนาจัดทำมาตรการยกระดับการกำกับดูแลฐานะทางการเงินและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย เพื่ออุดช่องว่างในกระบวนการ ให้บริษัทประกันภัยต้องดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือแก้ไขปัญหาไม่ให้ลุกลามบานปลาย จนอาจกระทบต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 สำนักงาน คปภ. ได้มีการประชุมร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัย โดยมีผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทยเข้าร่วม เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และเตรียมความพร้อมรองรับสำหรับการบังคับใช้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติกับบริษัทประกันภัยต่อไป ผู้ช่วยเลขาธิการ สายตรวจสอบ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการยกระดับการกำกับดูแลดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย นำมาใช้กับบริษัทประกันภัยที่จัดอยู่ในกลุ่ม 2 กลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ตามการจัดกลุ่มของระบบสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System : EWS) ซึ่งมีปัจจัยหรือข้อบ่งชี้ในบางประการที่อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อฐานะ ทางการเงินและความมั่นคงของบริษัทประกันภัย และจะนำมาใช้เพื่อป้องกันก่อนที่เงินกองทุนของบริษัทประกันภัยดังกล่าวจะลดต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย/ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 ซึ่งในแต่ละมาตรการแทรกแซงจะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ (Root Cause) ที่แท้จริง เป็นไปตามสัดส่วนความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละบริษัทประกันภัย รวมถึงมีขั้นตอนการตัดสินใจ (Decision-Making Lines) ที่ชัดเจนและสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที โดยมีข้อบ่งชี้ที่ใช้พิจารณาแบ่งกลุ่มบริษัทที่เข้ามาตรการแทรกแซงที่สามารถสะท้อนฐานะการเงิน ความมั่นคงของบริษัทในปัจจุบัน และความทนทานของเงินกองทุนส่วนเกิน (Surplus) ที่มีต่อผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งแบ่งความทนทานของบริษัทออกเป็น 3 ระดับที่มีความสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละระดับ โดยจะเริ่มจากระดับเบาไปหาหนัก และหากบริษัทยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาตามมาตรการแทรกแซงได้ ก็จะถูกยกระดับการบังคับใช้มาตรการแทรกแซงที่สูงขึ้นในลำดับต่อไป…
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ขยายตัวในกรอบจำกัด แม้การส่งออกสินค้าจะขยายตัวสูงจากผลของการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนกลับไม่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ สำหรับในปี 2568 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าปีก่อน โดยนอกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างแล้ว การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ ซึ่งความตึงเครียดของสงครามการค้าจากการปรับขึ้นของภาษีตอบโต้นับเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่มาตรการของภาครัฐอาจช่วยประคองเศรษฐกิจได้เพียงบางส่วน เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศยังถูกกดดันจากฐานะทางการเงินที่เปราะบางและภาระหนี้ของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน การดูแลช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม การให้ความร่วมมือผ่านโครงการภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทย่อยแห่งหนึ่งของธนาคารได้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทางสากล โดยมีผลต่อการรับรู้ และการจัดประเภทรายการในงบการเงินเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินสะท้อนมูลค่าทางการเงินของกิจการได้ดียิ่งขึ้น งบการเงินรวมปี 2567 ได้มีการปรับปรุงใหม่เสมือนได้นำมาตรฐานฯ ฉบับดังกล่าว มาถือปฏิบัติย้อนหลังเพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกันได้ ทั้งนี้ การนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินดังกล่าวมาใช้ไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวมของธนาคารและบริษัทย่อย ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจำนวน 2,761 ล้านบาท หรือ 7.23% เป็นผลจากการเผชิญแรงกดดันของภาวะอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผลสูงสุดอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.41% แม้ว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตขึ้นจำนวน 1,826 ล้านบาท หรือ 15.39% จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน รายได้จากการลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการดำเนินงานสุทธิลดลงจำนวน 935 ล้านบาท หรือ 1.87% โดยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ…
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ผู้นำธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โรคร้ายโซชิลด์ แบบประกันโรคร้ายแรง ที่คุณสามารถใช้ชีวิตแบบชิลด์ได้ชัวร์ ไม่กลัวโรคร้าย และพร้อมเคียงข้างทุกคนที่มีความฝัน ซึ่งช่วยคุณวางแผนค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลในอนาคตแบบไร้กังวล ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวครอบคลุม 10 โรคร้ายแรง และเพิ่มเติมอีก 4 โรคร้ายในเด็ก โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่อายุ 1 – 65 ปี คุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี ด้วยวงเงินรักษาเหมาจ่ายสูงสุด 10 ล้านบาท ต่อรอบปีกรมธรรม์ ด้วยค่าเบี้ยประกันที่เข้าถึงได้ เริ่มต้นแค่วันละ 16 บาท พร้อมรับสิทธิในการลดหย่อนภาษี ผลิตภัณฑ์โรคร้ายโซชิลด์ (Roke Rai So Shield) มีจุดเด่นดังนี้ · เลือกแผนความคุ้มครองได้ถึง 4 แผน คุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี · ครอบคลุมการรักษาทั้ง 3 ขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมความพร้อม เข้ารับการรักษา และระยะฟื้นฟู · ค่ารักษาพยาบาลแบบเหมาจ่าย ทั้งกรณีผู้ป่วยใน (IPD) และ ผู้ป่วยนอก (OPD) จากการรักษาโรคร้ายแรง · เบี้ยประกันภัยสุขภาพ สามารถนำมาใช้ดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ตามเงื่อนไขที่ทางกรมสรรพากรกำหนด ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และบริการให้สามารถเข้าถึงผู้คนให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลครอบครัว ธุรกิจ และชุมชนได้อย่างมั่นใจ พร้อมเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป สำหรับผู้ที่สนใจ หรือต้องการสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ “โรคร้ายโซชิลด์” ได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/products/health-insurance-and-hospital-income/rokeraisoshield หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1159 อีเมล customer.care@krungthai-axa.co.th หรือตัวแทน และสำนักงานตัวแทนของบริษัทฯ ทั่วประเทศ
บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดตัว “PRULegacy – Your Mark Lives On” ภายใต้แนวคิด “ทุกความสำเร็จในแบบของคุณ คือคุณค่าที่คุณสร้างและส่งต่อให้คนที่คุณรัก” ตอกย้ำจุดยืนการดูแลลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) โดยเฉพาะ ด้วยเอกสิทธิ์เหนือระดับและสิทธิประโยชน์แบบองค์รวมที่ตอบโจทย์ทั้ง การวางแผนการเงิน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ รวมทั้งการบริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนภาษี ยกระดับการบริหารจัดการความมั่งคั่งและสร้างหลักประกันที่มั่นคงในระยะยาวให้กับคนรุ่นต่อไป นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานลูกค้าและการตลาด บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดเผยว่า “พรูเด็นเชียล ประเทศไทย มุ่งมั่นสร้างหลักประกันที่แข็งแกร่งทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้า ภายใต้เจตนารมณ์ “For Every Life, For Every Future: ชีวิตมีกัน…ทุกวันดีกว่า” โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารความมั่งคั่งและการส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน เราจึงได้ออกแบบเอกสิทธิ์เหนือระดับอย่าง “PRULegacy” ที่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิดในการให้คำปรึกษาการวางแผนชีวิตและบริหารจัดการความ มั่งคั่งเพื่อสร้างหลักประกันที่มั่นคงกับคนรุ่นต่อไป รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายที่ตอบโจทย์ทั้ง สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และ การใช้ชีวิตในทุกมิติ ซึ่งพรูเด็นเชียลฯ พร้อมอยู่เคียงข้างทุกเป้าหมายของความสำเร็จ” หัวใจของการออกแบบเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้า “PRULegacy” มุ่งเน้นไปที่การส่งต่อคุณค่าและสิ่งที่ดีที่สุดให้คนที่รัก ทั้งความมั่งคั่งด้วยผลิตภัณฑ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ แผนประกันเพื่อความคุ้มครองชีวิต แผนประกันเพื่อการวางแผนมรดก พร้อมบริการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงินและการลงทุนครบวงจร ซึ่งไม่ใช่แค่การมอบสิทธิประโยชน์เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถต่อยอดคุณค่าให้แก่ลูกค้าทั้งในด้านการเงิน ด้านการลงทุน ด้านกฎหมาย หรือด้านภาษี อีกด้วย “เรามองว่า ลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) จะให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงิน การลงทุน เพื่อส่งต่อหลักประกันที่มั่นคงแก่ทายาทในอนาคต “PRULegacy” จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของพรูเด็นเชียลฯ ในการเป็นมากกว่าผู้ให้บริการประกันชีวิต แต่เป็นคู่คิดที่เชื่อถือได้ในทุกช่วงของชีวิตลูกค้า เราเชื่อว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่แค่สิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่คือสิ่งที่สามารถส่งต่อให้คนที่เรารักได้อย่างยั่งยืนและมีคุณค่า”…
กลุ่มซีไอเอ็มบี โฮลดิงส์ เบอร์ฮาด (“CIMB” หรือ “กลุ่มบริษัท”) ประกาศแต่งตั้ง วุธว์ ธนิตติราภรณ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (“CIMB Thai”) มีผลตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2568 ภายหลังจาก พอล วอง ชี คิน ได้สิ้นสุดวาระการปฏิบัติงานในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 4 ปี วุธว์ มีประสบการณ์คร่ำหวอดในแวดวงการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน และเป็นผู้นำที่มีผลงานโดดเด่นมาตลอด เข้าร่วมงานกับธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มานานกว่า 11 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นหัวหน้าสายงานวาณิชธนกิจ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้บริหารสูงสุดบรรษัทธุรกิจในปี 2560 และต่อมาในเดือนกันยายน 2562 ได้ขยายบทบาทบริหารสายงานธุรกรรมการเงินควบคู่กันอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กร ทั้งนี้ ภายใต้การนำของ วุธว์ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สายงานบรรษัทธุรกิจ และธุรกรรมการเงิน มีผลงานเติบโตอย่างโดดเด่น และประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนจากการที่ลูกค้าบรรษัทในประเทศไทยไว้วางใจเลือกให้ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นพันธมิตรดูแลธุรกิจด้วยโซลูชันครบวงจรในการไปขยายธุรกิจข้ามประเทศและเปิดตลาดในภูมิภาคอาเซียน การแต่งตั้ง วุธว์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย สอดคล้องกับกลยุทธ์ของกลุ่มซีไอเอ็มบี ที่เพิ่งประกาศวิสัยทัศน์ Forward30 โรดแมพระยะเวลา 6 ปี (2025-2030) เพื่อเร่งการเติบโตและสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต ภายใต้ Forward30 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโต (Growth Markets) โดยวุธว์จะทำงานร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Growth Markets ของกลุ่มซีไอเอ็มบี ผลักดันให้ ซีไอเอ็มบี ไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้กลยุทธ์ Forward30 โนแวน อามีรูดิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มซีไอเอ็มบี กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับคุณวุธว์กับบทบาทซีอีโอ ของ ซีไอเอ็มบี ไทย คุณวุธว์มีประสบการณ์ด้านการพลิกฟื้นธุรกิจอย่างโดดเด่น…
นายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ผลงานโฆษณาของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ชุด “What the Fast!” ที่สร้างสรรค์โดย Leo Thailand รับ 3 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัล Grande ประเภท Online Film, Finance & Real Estate, รางวัล Silver ประเภท Broadcast, Financial & Real Estate และรางวัล Silver ประเภท Micro Short Film จากเวที ADFEST 2025 (Asia Pacific Advertising Festival) งานประกวดโฆษณาที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำที่ส่งมอบนวัตกรรมทางการเงินที่มีคุณภาพ รวมถึงให้ความสำคัญกับแบรนด์และการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง
บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยครบวงจร ประกาศข่าวดี! ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ให้อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) แก่ SCAP ที่ระดับ ‘A-(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-Term Rating) ที่ ‘F2(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิต “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) ระดับเดียวกับอันดับเครดิตของกลุ่มศรีสวัสดิ์ (SAWAD) สะท้อนโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งของกลุ่ม และเครือข่ายการดำเนินงานในธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่มีมายาวนาน รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพียงพอ และอัตราหนี้สินที่อยู่ในระดับปานกลาง พร้อมกันนี้ ฟิทช์ยังได้ให้อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวแก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีประกันสกุลเงินบาทของ SCAP ที่ออกเสนอขายไปแล้วที่’A-(tha)’ ซึ่งจะครบกำหนดตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2572 ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า อันดับเครดิตของ SCAP มาจากอันดับเครดิตรวมของกลุ่มแม่ นำโดยบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ซึ่งอันดับเครดิตของ SCAP ไม่สามารถแยกออกจากกลุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทมีขนาดใหญ่และมีระดับการบูรณาการกับนิติบุคคลอื่นในกลุ่มสูง ดังนั้น จึงจัดอันดับเครดิตของ SCAP ในระดับเดียวกับกลุ่ม โดยมองว่ากิจการของกลุ่มมีตำแหน่งทางการตลาดและเครือข่ายในกลุ่มธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคอยู่ในระดับที่ดี นางสาวดวงใจ แก้วบุตตา กรรมการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีและรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ SCAP ได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับ ‘A-(tha)’ จากฟิทช์ เรทติ้งส์ สะท้อนถึงโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มที่แข็งแกร่ง และการปล่อยสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการได้รับอันดับเครดิต ‘A-(tha)’ จะเอื้อประโยชน์ให้ SCAP เข้าถึงต้นทุนทางการเงินในระดับที่แข่งขันได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจทำให้ขยายพอร์ตสินเชื่อได้มากขึ้น สนับสนุนผลประกอบการให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่ม SAWAD รวมถึงส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” SCAP…
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนภาคเอกชน ที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ภาคการผลิตยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้ว่าการผลิตในกลุ่มยานยนต์จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวแต่ระดับการผลิตโดยรวม ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ภาคบริการยังคงขยายตัว แม้จะได้รับแรงกดดันจากการปรับลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและค่าใช้จ่ายต่อหัว อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากสัญชาติอื่นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวในภาพรวม ภาคการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แม้จะยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่วนแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับต่ำสะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่เข้มแข็ง ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า ของสหรัฐอเมริกา ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจมีผลกระทบในระดับที่สำคัญต่อกำลังซื้อของประชาชน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ธนาคารกรุงเทพตระหนักถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และเข้าใจถึงความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่ต้องเผชิญอยู่ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อก้าวทัน โลกยุคดิจิทัล ธนาคารกรุงเทพพร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” จึงยังคงเน้น การให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทัน ต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนลูกค้าให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปยังต่างประเทศ รวมทั้งยังมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) โดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2568 จำนวน 12,618 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2568 จำนวน 12,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,909 ล้านบาท และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 2.89 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย ในตลาด สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากการอำนวยสินเชื่อและบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมที่ยังคงเติบโตดี ประกอบกับกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรม ผ่านกำไรหรือขาดทุนและกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นตามสภาวะตลาด สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับ การให้ความสำคัญในการบริหารค่าใช้จ่าย ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 45.5 ทั้งนี้ ธนาคารตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2568 จำนวน 9,067 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ…
กลุ่มทิสโก้ เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2568 กำไรสุทธิ 1,643 ล้านบาท ลดลง 5.2% จากปีก่อน สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ขณะที่สถานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยกลุ่มทิสโก้ และ ธนาคารทิสโก้ ได้รับการเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรจาก ทริสเรทติ้ง เป็นระดับ “A” และ “A+” ตามลำดับ นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 เผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ และเหตุแผ่นดินไหวที่สร้างความตื่นตระหนกและกระทบต่อความเชื่อมั่น กดดันภาคเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้อ่อนแอลงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเสี่ยงใหม่จากมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2568 ทั้งนี้ ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะยังมีความท้าทายสูง คาดการณ์ว่า จะเติบโตเพียง 1.5-2% โดยขึ้นอยู่กับผลของการเจรจาต่อรองอัตราภาษีกับสหรัฐฯ และผลกระทบข้างเคียงในภูมิภาค ผลกระทบจากเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 1/2568 ของกลุ่มทิสโก้ ปรับตัวลดลง 5.2% จากไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1,643 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง สอดรับกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยลง ด้านตลาดรถยนต์ในประเทศยังคงซบเซา ยอดขายรถยนต์ใหม่ในไตรมาสแรกลดลงเกือบ 10% ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าทิสโก้จะสามารถเพิ่ม Penetration Rate ได้ จากการเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ใหม่ ๆ มากขึ้น รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกิจประกันภัยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ได้เพิ่มระดับการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญมาอยู่ที่ 0.7% ของสินเชื่อเฉลี่ย เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Loans) และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ด้านธุรกิจค่าธรรมเนียม ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนยังคงเติบโตได้ดีต่อเนื่อง จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนใหม่…
