Close Menu
  • Home
  • Banking
  • Insurance
  • Wealth
  • SustainAble
  • Next Gen
  • Stock Focus
  • insight
  • Global Move
  • Bookmark
  • Admin Log-In
YouTube
ข่าวการเงิน ธนาคาร และ ประกันภัย
  • Home
  • Banking
  • Insurance
  • Finance
  • Wealth
  • SustainAble
  • Next Gen
  • Stock Focus
  • Insight
  • Global Move
  • Bookmark
Login
YouTube Facebook
ข่าวการเงิน ธนาคาร และ ประกันภัย
Facebook YouTube

“การเปิดเสรีทางการเงินของไทยยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เพราะยังติดอยู่ที่ภาคประกันภัย” ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี

staffBy staffOctober 25, 2026

ในการประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank / IMF) ที่กรุงเทพฯ ที่เพิ่งจบไปไม่นานนั้น ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ เป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเชิญให้ไปบรรยายย้อนภาพการประชุมเมื่อ 35 ปีก่อน

ด้วยวัย 88 ปีวันนี้ ดร. ณรงค์ชัย ยังแข็งแรง และมุมมองทางด้านเศรษฐกิจและธุรกิจประกันภัยยังแหลมคม

คำถาม:  อยากให้อาจารย์เล่าถึงที่มาที่ได้ขึ้นไปกล่าวบนเวทีการประชุมร่วม World Bank และ IMF ล่าสุด

ดร. ณรงค์ชัย: ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง เขาหารือกันว่าอยากหาบุคคลที่สามารถย้อนอดีตไปถึงการประชุมเมื่อปี 1991 (พ.ศ. 2534) ได้ ซึ่งคนที่เคยร่วมงานในตอนนั้นและยังมีชีวิตอยู่ ยังพูดคุยได้ เหลือผมเพียงคนเดียว ในอดีตสมัยรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน ท่านอาจารย์สุธี สิงห์เสน่ห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ผมช่วยดูแลเรื่องโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับการเปิดเสรีและการพัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อมีการประชุมธนาคารโลกปี 1991 อาจารย์สุธีเป็นแม่งานและมักชวนผมไปนั่งคุยด้วย

ในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ ทาง World Bank และ IMF เลือกมาจัดที่ประเทศไทย ซึ่งผมมองว่า 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอาจยังไม่ได้เติบโตจนสมหวังตามที่เขาเคยคาดหวังไว้เมื่อปี 1991 ที่เคยยกย่องให้ไทยเป็น “เสือตัวที่ 5” ปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของเราอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น ทาง World Bank และ IMF จึงมาประชุมและให้คำเตือนที่สำคัญหลายประการแก่ประเทศไทย

คำถาม: ความกังวลหรือคำเตือนที่ WB/IMF ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยมีอะไรบ้าง

ดร. ณรงค์ชัย: คำเตือนพื้นฐานข้อแรกเลยคือ ประเทศไทยต้องบริหารจัดการเรื่อง AI ให้ได้ ซึ่งผมนำมาตีความว่า AI เป็นส่วนสำคัญของสิ่งที่เราเรียกว่า Digital Revolution (DX)  ที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งบรอดแบนด์ คริปโตเคอร์เรนซี และโทเคน ซึ่งปฏิวัติการทำธุรกิจและธุรกรรมไปมาก แต่ AI เข้ามาเป็นตัวเสริม (Enforce) ที่ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเก่งขึ้น ทั้งในแง่ดีและไม่ดี กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่

คำถาม: แล้ว Data Center รวมอยู่ในข้อกังวลหรือไม่

ดร. ณรงค์ชัย: Data Center เป็นหัวใจหลักของ Digital Revolution ถ้าเราไม่เอา Data Center ก็เท่ากับเราไม่เอาการปฏิวัติดิจิทัลเลย เพราะ Data Center เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ระบบดิจิทัลและ AI ประมวลผลได้เร็วและรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากตามที่ต้องการ

ปัจจุบันพฤติกรรมประชาชนเปลี่ยนไป ใช้ดิจิทัลตลอดเวลา สมัยก่อนเวลาอยากรู้อะไรเราค้นหาผ่าน Google แต่ตอนนี้เราถามผ่าน Generative AI อย่าง Chat GPT ซึ่งให้คำตอบที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น ทว่าคำตอบที่ดีขึ้นและเร็วขึ้นเหล่านี้ ล้วนต้องแลกกับการประมวลผลที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล จึงจำเป็นต้องมี Data Center ขนาดใหญ่มารองรับ

คำถาม: ทำไม Digital Revolution ถึงต้องทำควบคู่ไปกับ Energy Revolution

ดร. ณรงค์ชัย: หากจะทำ Digital Revolution ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำ Energy Revolution (NX) ควบคู่กันไปอย่างสอดคล้อง ขณะนี้สังคมไทยยังมีความขัดแย้งในตัวเอง คือ ประชาชนอยากใช้ข้อมูลดิจิทัล เล่นหน้าจอทั้งวัน แต่ยังไม่ยอมรับการสร้าง Data Center เพราะกังวลว่า Data Center กินไฟเยอะ ไม่อยากให้มาสร้างใกล้บ้าน กลัวค่าไฟแพง กลัวมลภาวะทางเสียง หรือการใช้น้ำ ซึ่งถ้าเราไม่ยอมรับ Data Center เราก็ต้องไม่ใช้ข้อมูลหรือจอดิจิทัลด้วย

คำถาม: ในระดับสากลมีความกังวลในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานอย่างไรบ้าง

ดร. ณรงค์ชัย: เอเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก แสดงความกังวลว่า ทั่วโลกกำลังเจอแรงกดดันให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อชะลอภาวะโลกร้อน แต่ความต้องการพลังงานของ Data Center กลับเพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่พลังงานทดแทน (Renewables) ยังผลิตขึ้นมาแทนที่ได้ไม่ทันการณ์ จึงยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น การพึ่งพาฟอสซิลยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานทั่วโลก โจทย์ใหญ่ของไทยคือ เราจะบริหารจัดการพลังงานอย่างไร ให้มีป้อนแก่ Data Center โดยที่ประชาชนทั่วไปยังคงมีไฟฟ้าและพลังงานใช้ในราคาที่รับได้

คำถาม: ในด้านนโยบายและการลงทุน ภาครัฐไทยมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดอย่างไร

ดร. ณรงค์ชัย: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งด้านดิจิทัลและพลังงาน รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุนรองรับ แต่ปัญหาสำคัญคือ ภาครัฐไทยมีหนี้สาธารณะสูงมาก ทาง World Bank จึงเตือนว่ารัฐบาลไม่มีเงินพอที่จะใช้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเอาไปแจกทุกคนไปทั่ว เช่น โครงการคนละครึ่ง รัฐบาลต้องบริหารการคลังอย่างเข้มงวด และจำกัดการช่วยเหลือไว้เฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริงเท่านั้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาด แผนแม่บท (Master Plan) ทั้งด้าน DX และ NX

ยกตัวอย่าง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลีใต้ เขามีการตั้ง “บอร์ด Digital Revolution” ซึ่งมีทั้งอำนาจหน้าที่และความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง ขณะที่ประเทศไทยมีเพียงการจัดตั้งบอร์ด Data Center ซึ่งยังไม่ครอบคลุมพอ เพราะเรื่องดิจิทัลส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานและประชาชนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ AI หรือ Data Center เท่านั้น

คำถาม: ภาคเอกชนไทยมีความพร้อมในการเข้ามาช่วยลงทุนในส่วนนี้มากน้อยแค่ไหน

ดร. ณรงค์ชัย: ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มีความพร้อมสูงมากในการลงทุนทำ Data Center และเขาสามารถบริหารจัดการพลังงานแบบสมดุล (Energy Balance) ได้เองโดยไม่กระทบต่อระบบไฟฟ้าส่วนรวมของประชาชน เพียงแต่เขารอความชัดเจนเชิงนโยบายและการอนุมัติที่แน่นอนจากภาครัฐเท่านั้น

คำถาม: หากเราทำเรื่อง DX และ NX ได้สำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตตามเป้าหมายจนหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้หรือไม่

ดร. ณรงค์ชัย: ทางธนาคารโลกได้คำนวณไว้ว่า แม้เราจะบริหารจัดการ Data Center (DX) และพลังงาน (NX) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็จะช่วยดัน GDP ของไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 2% กว่า ไปเป็นประมาณ 3.7% เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึง 4%

การที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 10 ปี เราต้องทำให้ GDP โตเฉลี่ยถึง 5.4% ต่อปี ซึ่งค่อนข้างยาก แปลว่าลำพัง DX และ NX ยังไม่เพียงพอ

 คำถาม: ในอดีตอาจารย์มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดเสรีภาคการเงินและประกันภัยด้วย

ดร. ณรงค์ชัย: สมัยที่ผมทำงานอยู่ที่ ก.ล.ต. ผมได้เปิดเสรีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และบริษัทจัดการกองทุน (บรจ.) รวมถึงได้เปิดเสรีภาคธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตด้วย แต่ในตอนนั้นยังไม่ได้เปิดทั้งหมด เพียงแต่เปิดให้เพิ่มจำนวนบริษัทมากขึ้น โดยยังคงเพดานการถือหุ้นของต่างชาติไว้ที่ไม่เกิน 49% ซึ่งอันที่จริง หากเรายอมปรับเพิ่มเพดานให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 60% หรือ 75% ก็จะมีบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทยอีกจำนวนมาก

คำถาม: มีธุรกิจอะไรที่ต่างชาติสนใจ แต่ประเทศไทยยังติดขัดข้อกฎหมายหรือนโยบาย

ดร. ณรงค์ชัย: ธุรกิจประกันภัยนี่แหละที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ตอนนี้เรื่องการเปิดเสรีทางการเงิน (Financial Liberalization) ของไทยยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เพราะยังติดอยู่ที่ภาคประกันภัย ที่เรายังจำกัดเพดานการถือหุ้นต่างชาติไว้ไม่เกิน 49% หากพิจารณาด้านหน่วยงานรับผิดชอบ ธุรกิจประกันภัยมีกฎหมายเฉพาะอยู่ในการดูแลของ คปภ. ซึ่งต้องเสนอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดการทบทวนนโยบาย ส่วนธุรกิจบริการทั่วไปอื่นๆ จะขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์

คำถาม: หากขยับเพดานการถือหุ้นต่างชาติให้เกิน 49% จะไม่เสี่ยงต่อการถูกทุนต่างชาติเข้ามา “ฮุบ” ธุรกิจประกันภัยของไทยและทำให้เกิดความเสียหาย

ดร. ณรงค์ชัย: ลองเปรียบเทียบกับประเทศอื่น อย่างประเทศจีนเขาอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% หรืออย่างพม่าในยุคประธานาธิบดีเต็งเส่งก็ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้าไปลงทุนกันจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย ตลาดประกันภัยยังมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีกมากเพราะอัตราการทำประกันยังต่ำ

การเปิดเสรีไม่ได้น่ากลัวว่าจะถูกฮุบ เพราะรัฐบาลสามารถกำหนดเงื่อนไขทางนโยบายได้ เช่น หากบริษัทต่างชาติต้องการเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เขาจะต้องนำเงินใหม่เข้ามาลงทุนขยายทุนเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยด้วย

คำถาม: มีความกังวลว่าเมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจประกันแล้ว จะขนเงินเบี้ยประกันของคนไทยออกไปนอกประเทศ

ดร. ณรงค์ชัย: เรื่องเงินไหลออกจริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย แน่นอนว่าหากเขาทำแล้วมีกำไร เขาย่อมส่งกำไรกลับประเทศได้ แต่เงินเบี้ยประกันภัยที่เก็บจากประชาชนนั้น โดยธรรมชาติของธุรกิจประกันภัยเป็นเรื่องของการประกันความเสี่ยงในอนาคต บริษัทไม่สามารถนำเงินไปใช้สั้นๆ ได้ แต่ต้องนำไปลงทุนระยะยาว ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความสอดคล้องของสกุลเงิน (Currency Matching) เนื่องจากภาระการจ่ายเคลมประกันแก่ผู้เอาประกันในไทยต้องจ่ายเป็นเงินบาท สินทรัพย์ของบริษัทประกันจึงต้องลงทุนเป็นสินทรัพย์สกุลเงินบาทในประเทศไทยเกือบทั้งหมด กฎหมายอนุญาตให้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้เพียงประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้น เงินเบี้ยประกันส่วนใหญ่จึงหมุนเวียนและลงทุนอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลและตลาดทุนไทย

คำถาม: การเปิดเสรีประกันภัยจะส่งผลดีต่อตลาดทุนไทยอย่างไร

ดร. ณรงค์ชัย: ตลาดทุนไทย ณ วันนี้ ขาดอยู่แค่เซกเตอร์เดียวในการสร้าง เม็ดเงินลงทุนระยะยาว (Long-term Capital) นั่นคือ “ธุรกิจประกันภัย” หากระดับนโยบายเปิดทางให้ชัดเจน จะช่วยดึงดูดทุนและเสริมสร้างระบบการเงินให้สมบูรณ์ขึ้น หากมองย้อนไปในอดีต สมัยก่อนบริษัท AIA เคยครองส่วนแบ่งตลาดประกันในไทยถึง 2 ใน 3 แต่พอเราเปิดเสรีในระดับหนึ่งให้มีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน AIA มีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 1 ใน 3 แต่ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยไทยกลับขยายตัวเติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก และทำให้เกิดการแข่งขันที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

 

Share. Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr Email WhatsApp Copy Link
Previous Articleกสิกรไทยกวาด 3 รางวัลยอดเยี่ยมประจำปี 2569 จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน
Next Article ธอส.จัดกิจกรรม Town Hall Meeting: Talking with MD เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร ภายใต้แนวคิด “Beyond Together”

Related Posts

FWD ประกันชีวิต จับมือ JA Thailand สานต่อ “ครูไทยเก่งการเงิน” ปีที่ 2 พัฒนาทักษะการเงินครู เตรียมพร้อมถ่ายทอดสู่เยาวชน

October 29, 2026

คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “ส่งเสริมการลดฝุ่น PM2.5 ณ จังหวัดสระบุรี” ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน

October 27, 2026

เมืองไทยประกันชีวิต คว้าอันดับ 1 “2026 Thailand’s Social Power Brand” กลุ่มประกันชีวิต ต่อเนื่องปีที่ 3 จาก BrandAge

October 26, 2026
Contact Us

โทร : 0816229144
อีเมล์ : mooprawit@hotmail.com

Social online
Facebook YouTube

Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

Sign In or Register

Welcome Back!

Login to your account below.

Lost password?