เวทีธนาคารโลก–IMF 2026 เปิดประเด็นใหญ่ AI กับอนาคตการจ้างงาน เผยอีก 15 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนจ่อเข้าสู่วัยทำงาน ประเมิน AI ส่งผลกระทบงานทั่วโลกถึง 40% ประธานธนาคารโลกชูแนวคิด Small AI สร้างโอกาสประเทศกำลังพัฒนา ประธานาธิบดีสิงคโปร์เตือนแรงงานทักษะระดับกลางและเด็กจบใหม่เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ด้าน IMF ชี้ไทยมีโอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งปฏิรูปการศึกษาและเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
การประชุมประจำปี 2026 ของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเวทีหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ Small AI: More and Better Jobs โดยมีผู้นำระดับโลก 3 คน ได้แก่ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก, Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ
สาระสำคัญของการหารือสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านผลิตภาพ การสร้างงาน คุณภาพแรงงาน และการกระจายความมั่งคั่ง โดยความท้าทายสำคัญอยู่ที่การทำให้เทคโนโลยีสร้างโอกาสแก่ประชาชนในวงกว้าง แทนที่จะกลายเป็นเครื่องมือขยายความเหลื่อมล้ำ

ธนาคารโลกประเมิน 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงาน
Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีคนรุ่นใหม่ถึง 1.2 พันล้านคนก้าวเข้าสู่อายุ 18 ปี ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเร่งสร้างงานรองรับประชากรวัยแรงงานจำนวนมหาศาล หากสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพได้ ประชากรรุ่นใหม่จะกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หากไม่สามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ แม้มีประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
Banga มองว่าความหมายของการมีงานทำไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นลูกจ้างในองค์กร แต่ต้องครอบคลุมการประกอบอาชีพอิสระและการเป็นผู้ประกอบการ โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างรายได้ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง
สำหรับบทบาทของ AI นั้น ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับแนวคิด Small AI หรือการพัฒนาเครื่องมือ AI ขนาดเล็กที่เรียบง่าย ต้นทุนต่ำ และเหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น มากกว่าการมุ่งลงทุนเฉพาะโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนและทรัพยากรจำนวนมาก Small AI สามารถทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานอย่าง 3G ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม การศึกษา และสาธารณสุข
Banga ยกตัวอย่างการใช้ AI ช่วยบุคลากรสาธารณสุขในคลินิกท้องถิ่นของอินโดนีเซียประเมินอาการผู้ป่วยเบื้องต้นผ่านภาพถ่าย รวมถึงการช่วยเกษตรกรรายย่อยในอินเดียตรวจสอบโรคพืชจากภาพใบไม้ แม้เกษตรกรจะอ่านหนังสือไม่ออกก็ตาม
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกับ Google เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ประกันภัยการเกษตร สินเชื่อ และราคาผลผลิตที่เหมาะสม
ประธานกลุ่มธนาคารโลกเห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนามีอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างงานได้อย่างมีศักยภาพอย่างน้อย 5 สาขา ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมรายย่อย สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยกประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถต่อยอดการสร้างงานผ่านภาคการท่องเที่ยวได้อีกมาก
ทั้งนี้ ภาคเอกชนถือเป็นกลไกหลักในการสร้างงาน โดยมีสัดส่วนการจ้างงานราว 75–85% ในแต่ละประเทศ ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วางกฎระเบียบที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน

AI สร้างเศรษฐกิจรูปตัว K กระทบแรงงานระดับกลาง
ด้าน Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ แสดงความกังวลว่า แม้เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัวได้ดี แต่การสร้างงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน และ AI อาจทำให้ช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการจ้างงานกว้างขึ้น
ความเสี่ยงสำคัญคือการเกิดเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบ K-shaped ซึ่งคนบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานอีกจำนวนมากอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Tharman เตือนว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งนี้แตกต่างจากระบบอัตโนมัติในอดีต ซึ่งมักกระทบแรงงานทักษะต่ำในภาคการผลิต แต่ AI มีแนวโน้มส่งผลต่อแรงงานทักษะระดับกลางในวงกว้าง รวมถึงงานสำนักงานและงานที่ต้องใช้ความรู้
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือโอกาสในการทำงานของบัณฑิตจบใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ความต้องการแรงงานระดับเริ่มต้นกำลังลดลง หากคนรุ่นใหม่ไม่สามารถหางานแรกได้ พวกเขาจะสูญเสียโอกาสในการสะสมประสบการณ์และพัฒนาทักษะ ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันกับบัณฑิตรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานทุกปี ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่ออนาคต
Tharman จึงเสนอให้รัฐบาลสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน พร้อมปฏิรูประบบอุดมศึกษาให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริงมากขึ้น ทั้งระบบฝึกงานและการศึกษาที่ผสมผสานการเรียนในมหาวิทยาลัยกับการทำงานในสถานประกอบการ
เขายังมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสทางอาชีพกำลังอ่อนลง ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากการมุ่งผลิตผู้สำเร็จการศึกษา ไปสู่การพัฒนาคนที่สามารถทำงานและเรียนรู้ทักษะใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม Tharman ไม่เชื่อว่า AI จะเข้ามาทดแทนแรงงานทั้งหมดในทันที แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงหน้าที่บางส่วนภายในแต่ละตำแหน่งงาน ทำให้การเรียนรู้ระหว่างทำงานและการพัฒนาทักษะใหม่เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของแรงงาน
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เขายังเห็นโอกาสสร้างงานในภาคการผลิต ซึ่งต้นทุนแรงงานในบางพื้นที่ยังต่ำกว่าการใช้หุ่นยนต์ รวมถึงภาคสาธารณสุขที่ยังขาดแคลนบุคลากรจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน การลงทุนพลังงานหมุนเวียนยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ โดยระบุว่าเงินลงทุน 1 ล้านดอลลาร์ในพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้มากกว่าการลงทุนในพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่า อีกทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก AI

IMF ชี้ AI ส่งผลกระทบต่องานทั่วโลก 40%
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF เปิดเผยว่า จากการประเมินของ IMF ปริมาณงานประมาณ 40% ทั่วโลกมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก AI โดยในประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนสูงถึง 60% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ประมาณ 23%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะถูกทดแทน เพราะ AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปลี่ยนแปลงลักษณะงาน หรือทดแทนหน้าที่บางประเภทได้เช่นกัน
ส่วนการที่ประเทศรายได้ต่ำมีสัดส่วนงานที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า ไม่ได้หมายความว่ามีความปลอดภัยจาก AI มากกว่า แต่สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้ประเทศเหล่านี้เสียโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
IMF ประเมินว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ และประเทศตลาดเกิดใหม่ประมาณ 0.2–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยชดเชยผลกระทบจากจำนวนแรงงานที่ลดลง
สำหรับประเทศไทย Georgieva มองเห็นโอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจ AI โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดียเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี AI รายสำคัญ ประเทศอีกกลุ่มหนึ่งรวมถึงไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม Georgieva เตือนว่า การลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นงานคุณภาพสูงเสมอไป เนื่องจาก AI กำลังทำให้ความต้องการแรงงานบางประเภทลดลง โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำ ขณะที่งานใหม่บางส่วนอาจเป็นงานค่าจ้างต่ำ เช่น งานก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและงานบริการ
ดังนั้น การพัฒนา AI จึงต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงงานที่มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน

จี้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษา–นโยบายการคลัง รับเศรษฐกิจยุค AI
กรรมการผู้จัดการ IMF เสนอว่า รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานเพื่อประเมินผลกระทบของ AI ต่ออาชีพต่าง ๆ การปฏิรูประบบการศึกษาให้รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการทบทวนนโยบายการคลังเพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่อาจพึ่งพาแรงงานมนุษย์ลดลง แต่พึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบไฟฟ้า เครือข่ายดิจิทัล การเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน ตลอดจนมาตรการกำกับดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ AI ในทางที่ผิด
ในช่วงท้ายของการหารือ ผู้นำทั้งสามสะท้อนภาพอนาคต AI ที่ต้องการเห็นในมุมมองแตกต่างกัน โดย Georgieva หวังว่า AI จะช่วยรับภาระงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาสำหรับการใช้ชีวิตและสิ่งที่ตนเองรักมากขึ้น ขณะที่ Tharman ต้องการเห็น AI เป็นเครื่องมือลดช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำรอบใหม่
ส่วน Banga ย้ำความสำคัญของการนำ Small AI ไปใช้งานจริงในประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงประชาชนระดับฐานรากและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง
สาระสำคัญจากเวทีธนาคารโลก–IMF ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์มากน้อยเพียงใด แต่เป็นคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าว่า รัฐบาล ภาคธุรกิจ และระบบการศึกษาจะปรับตัวได้รวดเร็วเพียงพอหรือไม่ เพื่อเปลี่ยน AI จากความเสี่ยงของตลาดแรงงานให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

