เปิดพอร์ต Non-Motor “วิริยะประกันภัย” ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตสูงถึง 18% ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Motor Add-on คุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ และมีค่าชดเชยระหว่างที่นำรถเข้าซ่อม โดยที่ประกันภัยรถยนต์หลักจะเป็นของบริษัทใดก็ได้ มั่นใจเบี้ยประกันภัยจากพอร์ต Non-Motor ทะลุ 6,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้
ฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจ Non-Motor ในช่วง 2 ไตรมาสแรก ว่าจากเดิมตั้งเป้าเติบโตทั้งปีไว้ที่ 9.7% แต่ช่วง 2 ไตรมาสแรกเติบโตได้ถึง 18% ขณะที่อุตสาหกรรมเติบโตเพียง 3.5%
“ใน 2 ไตรมาสแรก ประกันสุขภาพเติบโตได้ดี ส่วนทางกลุ่ม P&C (Property & Casualty) เติบโตประมาณ 11% เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดที่เติบโตอยู่ประมาณ 3.5% สรุปได้ว่าภาพรวมของธุรกิจ Non-Motor ของวิริยะประกันภัยเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้”
ฐวิกาญจน์ เล่าว่า เป้าหมายระยะยาวของพอร์ต Non-Motor ยังคงเป็นเป้าหมายเดิมตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันพอร์ต Non-Motor มีสัดส่วนอยู่ที่ 13% ของพอร์ตรวมทั้งบริษัท โดยวางกลยุทธ์เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปและเติบโตควบคู่ไปกับพอร์ตรถยนต์ของบริษัท
“เป้าหมายเบี้ยประกันรวมของ Non-Motor ตั้งไว้ที่ประมาณ 5,700 ล้านบาท แต่คิดว่าเมื่อปิดปีนี้ยอดรวมน่าจะเกินเป้าหมายแน่นอน เพราะอย่างที่บอกว่าครึ่งปีแรกเราเติบโตไปแล้วถึง 18% จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 9.7% ดังนั้นยอดปิดปีนี้ต้องสูงกว่าเป้าหมายแน่นอน”
ฐวิกาญจน์ เล่าถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตด้านประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด ว่าเกิดจากกระแสเรื่อง Climate Change หรือภัยพิบัติต่างๆ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว แผ่นดินไหว และอัคคีภัย สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ยอดฝั่ง P&C เติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเกินเป้าหมายที่คาดไว้
ส่วนประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล (A&H) ได้แรงขับจากเรื่อง Medical Inflation (อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล) ที่ทำให้ลูกค้าตระหนักถึงความจำเป็นในการทำประกันภัยมากขึ้น สำหรับประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ใน 2 ไตรมาสแรก เติบโตสูงถึง 42% แม้ว่าสัดส่วนพอร์ตจะยังไม่ใหญ่มากแต่ทิศทางดีมาก เบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับ Motor Add-on ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อขายควบคู่ไปกับประกันภัยรถยนต์ โดยให้ความคุ้มครองทั้งเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ และยังมีค่าชดเชยรายวันระหว่างที่ลูกค้านำรถเข้าซ่อม (ชดเชยค่าซ่อม) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ชูโรงที่ต่อยอดกับประกันภัยรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของวิริยะประกันภัย โดยตัวแทนจำหน่ายให้ความสนใจเพราะตัวแทนสามารถเสนอขายคู่กับประกันหลักได้เลย
“ยอดเบี้ยประกันภัยรวมเฉพาะตัว Motor Add-on ตอนนี้เติบโตจนเป็นหลัก 100 ล้านบาทแล้วค่ะ สำหรับเบี้ยประกันของ Motor Add-on เริ่มต้นเพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น และไม่ซ้ำซ้อนกับประกันหลัก เช่น ประกันหลักได้ค่าชดเชยระหว่างซ่อมหากเป็นฝ่ายถูก แต่สำหรับ Motor Add-on นี้ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดก็จะได้รับเงินชดเชยด้วย”
ความคุ้มครองเริ่มต้นของ Motor Add-on อยู่ที่ 100,000 บาท ส่วนค่าชดเชยระหว่างซ่อมจะเป็นการเหมาจ่ายต่อครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท และจำกัดการเคลมสูงสุด 5 ครั้งต่อปี (ที่ทำเป็นลักษณะเหมาจ่ายต่อครั้งแทนแบบรายวัน เพื่อให้เบี้ยประกันเริ่มต้นในราคาประหยัดที่ 500 บาท เพื่อให้ขายง่ายขายคล่อง ที่สำคัญผู้ที่ไม่ได้ซื้อประกันรถยนต์จากวิริยะประกันภัย ก็สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ Motor Add-on ได้ ไม่ว่าจะทำประกันรถยนต์จากบริษัทไหนก็สามารถมาซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้
สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยทรัพย์สิน (P&C) มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและเติบโตดีหลายตัว เช่น ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง (Carrier’s Liability) ซึ่งวิริยะประกันภัยเป็นอันดับ 1 ของตลาดในผลิตภัณฑ์นี้ โดยครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) สูงถึง 56% และยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้มากกว่า 9% สำหรับประกันภัยวิศวกรรม เติบโตมากกว่า 20% ส่วนประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เติบโตสูงถึง 29%
“ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยเรามีผลิตภัณฑ์ชูโรงคือ “ประกันบ้าน 999” โดยกำหนดเบี้ยประกันคงที่เพียง 999 บาทต่อปี ให้วงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ทุนประกันอาจจะปรับลดหลั่นตามประเภทของวัสดุบ้าน เช่น บ้านไม้ หรือบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน) ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการตอบรับดีมากเพราะขายง่าย เบี้ยจับต้องได้ง่าย”
นอกจากนี้ยังมีประกันภัย SME (SME Secure) จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านค้าหรือร้านอาหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความตื่นตัวและสนใจทำประกันมากขึ้น วิริยะประกันภัยมีผลิตภัณฑ์ประกันภัย SME ที่ราคาไม่สูง เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 1,500 บาทต่อปี ให้วงเงินคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท (คุ้มครองโครงสร้างตามประเภทวัสดุเช่นกัน) เพื่อช่วยตอบโจทย์และให้ตัวแทนนำไปปิดการขายได้รวดเร็ว
ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ของพอร์ต Non-Motor ของวิริยะประกันภัยอยู่
ที่ประมาณ 4.6% – 4.7% โดยอยู่อันดับที่ 7 ของอุตสาหกรรม ขยับขึ้นมาจากอันดับ 8 เมื่อปีก่อน โดยวิริยะประกันภัยมีเป้าหมายต้องการผลักดันพอร์ต Non-Motor ให้ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 6 ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
“ยอมรับว่าค่อนข้างท้าทายและเหนื่อยพอสมควรเพราะต้องเพิ่มยอดเบี้ยประกันภัยอีกเป็นพันล้านบาท แต่เราไม่หยุดนิ่งแน่นอนค่ะ จากการเดินสายไปพบตัวแทนจำหน่ายใน 4-5 จังหวัดที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ตัวแทนพร้อมขายควบคู่เพื่อต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีพาร์ทเนอร์รายใหญ่ 2-3 รายที่นำตัว Motor Add-on ไปขายเต็มรูปแบบ ซึ่งทำยอดขายได้ปีละ 100-200 ล้านบาทต่อราย หากหาพาร์ทเนอร์รายใหญ่ลักษณะนี้เพิ่มอีก 5 ราย ยอดขายเฉพาะส่วนนี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้สูงและไม่ยากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพอร์ต Non-Motor ในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตสูงถึง 18% และมีแนวโน้มว่าเบี้ยประกันภัยของพอร์ตจะแตะ 6,000 ล้านบาท แต่ ฐวิกาญจน์ กล่าวว่ายังไม่มีการปรับเป้าหมาย แม้ว่าในช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายอาจมีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเข้ามากระทบบ้าง แต่สุดท้ายยอดเบี้ยรวมปิดปีนี้สูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

