คปภ. ยันฐานะการเงินธุรกิจประกันภัยแข็งแกร่ง มูลค่า Asset เกินภาระผูกพัน 3 เท่า-เงินกองทุนทะลุ 300% พร้อมประเมินเคลมน้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งนี้เบื้องต้น 1.1 หมื่นล้านบาท เผยมีแผนที่พิจารณาจัดตั้งบริษัทประกันภัยพิบัติแห่งชาติเพื่อมาบริหารจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะ
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ถึงภาพรวมความมั่นคงของธุรกิจประกันภัย ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ว่า ภาพรวมความมั่นคงของทั้งธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ความสามารถในการทำกำไรของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกัน โดยบริษัทที่ปรับตัวได้ดีจะทำกำไรได้ดี
“สำหรับบริษัทที่มีพอร์ตการรับประกันภัยขาดทุน หรือบริหารความเสี่ยงได้ไม่ดี คปภ. จะเข้าไปแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไขทันที ซึ่งไม่ได้แปลว่าสั่งให้หยุดขาย แต่เป็นการปรับปรุงพอร์ตหรือปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยเพื่อให้บริษัทมีความมั่นคงยิ่งขึ้น”
นายชูฉัตร กล่าวว่า ปัจจุบัน อัตราส่วนเงินกองทุน (Ratio) ในภาพรวมของระบบยังสูงเกิน 300% และมีสินทรัพย์มากกว่าภาระผูกพันประมาณ 3 เท่า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพียงพอ
นอกจากนี้ นายชูฉัตร ยังได้ประเมินความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อระบบประกันภัย ว่าจากข้อมูลการรายงานเบื้องต้นทั่วประเทศ (รวมพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน) มูลค่าความเสียหายรวมที่มีการประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าตัวเลขจะไม่ขยับไปไกลกว่านี้มากหากไม่มีเหตุการณ์ใหม่
“ในส่วนของยานพาหนะ มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่มีประกันภัยแจ้งเคลมและต้องเข้าอู่ซ่อมแซมประมาณ 30,000 คัน โดยอยู่ระหว่างประเมินว่าเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) หรือเสียหายบางส่วน คปภ. ได้กำชับบริษัทประกันภัยให้เร่งรัดการซ่อม บริหารสภาพคล่องสำรองจ่ายค่าซ่อมให้เร็ว และตกลงเรื่องระยะเวลาการสั่งอะไหล่กับลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม การแจ้งเคลมอาจมีความล่าช้าเนื่องจากยังมีน้ำท่วมขังในบางจุด แต่รูปแบบความเสียหายต่างจากปี 2554 เนื่องจากโรงงานในปัจจุบันมีการวางระบบป้องกันที่ดีขึ้น”
นายชูฉัตร กล่าวว่า ขณะนี้มีแผนในการจัดตั้งบริษัทประกันภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นภายใน 1-2 ปี เพื่อบริหารจัดการเหตุการณ์ภัยพิบัติโดยเฉพาะ มีลักษณะเป็นบริษัทเอกชนที่มีบริษัทประกันภัยร่วมกันเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น อาจจะมีภาครัฐร่วมถือหุ้นด้วย โดยในระยะแรกอาจมีการสนับสนุนจากภาครัฐ เมื่อบริษัทเริ่มเติบโตก็จะลดทอนการสนับสนุนจากภาครัฐลงไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม จากกรณีจัดทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติขึ้น โดยที่ภาครัฐบาลช่วยสนับสนุนเบี้ยประกันภัยพิบัติแก่ประชาชน 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ตัวเลขเบี้ยประกันภัยเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และทำให้ยอดเบี้ยประกันภัยรวมทั้งระบบมีแนวโน้มแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท เร็วกว่าแผนที่วางไว้

