IAA ประเมิน GDP ปีนี้โต 1.93% ลุ้น SET Index ปิดสิ้นปีทะลุ 1,600 จุด เป็นผลจากเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flow) รวมถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ supply Chain ของ AI และ Data Center โดยหุ้นไทยที่นักวิเคราะห์แนะนำ ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association : IAA) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จำนวน 25 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยผลสำรวจสะท้อนว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยเชื่อว่าปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีและ Data Center จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทุนไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างใกล้ชิด
สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนใช้ในการประเมินการลงทุนประกอบด้วย 1) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 84.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 2) สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.5% และผู้คาดสูงสุดที่ 2.7% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.93% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.72% (เม.ย.69) 3) Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.11% และ 4) Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.80%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็น ปัจจัยบวก นำโดย กระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย (Fund Flows) ซึ่งมีผู้ตอบร้อยละ 92 รองลงมาคือกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI และ supply Chain ของ AI ที่ได้รับคะแนนเสียงเชิงบวกร้อยละ 88 นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 80 มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอลที่บรรเทาลง อาจส่งผลบวกต่อตลาดทุนไทยผ่านการโยกย้ายเงินลงทุนและการปรับพอร์ตการลงทุนในภูมิภาค ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 ยังได้รับมุมมองเชิงบวกในระดับสูงเท่ากันที่ร้อยละ 76
ส่วนปัจจัยลบ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยการลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย โดยมีผู้ตอบร้อยละ 68 รองลงมาคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีผู้ตอบร้อยละ 56 ส่วนปัจจัยที่เหลือมีผู้ตอบว่าเป็นลบไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ตอบ
ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 3 คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ และ ทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อและนโยบายการเงินของ FED โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ร้อยละ 100 มองว่าจะคงที่ที่ 1% (ณ ปัจจุบัน 1 กรกฎาคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1%)
ด้านประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 96.04 บาท ปรับเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 87.64 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ 10.20% สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า
ทางด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาส 3 ที่ 1608 จุดและเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1496 ถึง 1655 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1619 จุด โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน โดยเน้นหุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 29.60% ตามด้วยหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 26.60% และสินทรัพย์อื่นๆ แบบผสมผสาน
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะ AI และ Semiconductor ในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย (ญี่ปุ่น/เกาหลี) ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงในหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive)
ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 , GOOG80 , MICRON80 และ NVDA80
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดการท่องเที่ยว พาณิชย์/ค้าปลีก การแพทย์ ธนาคาร ไฟแนนซ์ อาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี
โดยหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน รวมถึง กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัว
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น
- เสนอให้เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
- เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน การสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center และ New S-Curve การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการสนับสนุนกลุ่ม Deep Tech รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- เสนอมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การลดค่าครองชีพ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน

